เรื่องทั้งหมดโดย admin

รีวิวอาหารฝีมือคุณแม่(part4)

บ้านนวล

อาหารไทยเมนูพื้นบ้านดูธรรมดาๆ แต่ฝีมือการทำอาหารของแม่ครัวนี่ซิไม่ธรรมดา บวกกับการคัดสรรวัตถุดิบที่ดีและสดใหม่ ทำให้รสชาติอาหารแต่ละจานมีรสชาติโดดเด่นชัดเจน ร้านนี้มีแค่สองโต๊ะ เปิดแค่รอบกลางวันกับตอนเย็น ฉะนั้นคิวจองจะยาวไปไกลเป็นเดือน ใครชอบกินกุ้ง ไม่ควรพลาดสองเมนูนี้: “กุ้งผัดมันกุ้งสูตรมหาชัย” : การผัดกุ้งกับมันกุ้งและกระเทียม ทำให้ได้น้ำซอสข้น ๆ กินกับข้าวสวยอร่อยมาก “กุ้งทอดเกลือ” กุ้งทอดผัดกับเกลือและกระเทียมไทย กระเทียมเจียวนี่โปะมาเต็มจานกุ้งเลย ตักน้ำมันราดทานกับข้าวนี่ กินกันเพลินเลย

Bangkok Bold Kitchen (Riverside Plaza) ริเวอร์ไซด์ พลาซ่า

“ร้านอาหารไทยแท้มีเมนูสร้างสรรค์ที่อร่อยไม่เหมือนใคร ภายในร้านตกแต่งแบบไทย ๆ มาเริ่มกันที่ “ข้าวตังกรอบ ซอสปู” ปูเเน่นเต็มถ้วย รสชาติกะทิและการปรุงรสเป๊ะมาก คืออร่อยเลย, “เนื้อปลาทูผัดชะอม กากหมูกรอบ” จานนี้เด็ดค่ะ รสนี่นัวอร่อยมาก ๆ ปลาทูกับความกรอบ และรสของชะอมเข้ากันดี และ “แกงจืดดอกแค” เป็นซุปไข่น้ำได้รสหวานจากหอมใหญ่กับดอกแคยัดไส้หมูสับเข้ากันอย่างบอกไม่ถูก ร้านนี้เป็นร้านโปรดในดวงใจเลย เดี๋ยวจะกลับมากินให้ครบทุกเมนู

บ้านขนิษฐา สาทร

“ร้านอาหารไทยระดับไฮเอนด์ ที่ไม่ได้หรูแต่ร้านหรือหน้าตาอาหาร แต่รสชาติยังเลอค่า อวดแขกต่างชาติได้อย่างภูมิใจ เริ่มต้นออร์เดิร์ฟด้วย “เมี่ยงคำ” ตามด้วย “ไก่ห่อใบเตย” และ “ผัดไทยกุ้งใหญ่” ที่มาพร้อมกุ้งเนื้อแน่นตัวเขื่อง จากนั้นจึงเป็น “แกงมัสมั่น” กับ”ต้มยำกุ้งน้ำข้น” ที่ปรุงมาพอดีรสกลมกล่อม ส่วนจานผักก็มีคือ “ผัดบรอกโคลีกุ้ง” ที่ดูธรรมดา แต่รสชาติอร่อย ของหวานเป็น “ข้าวเหนียวมะม่วง” มาพร้อมกับไอศกรีมวานิลลา รสชาติเข้ากันดี ตัวร้านก็สวยด้วยการตบแต่งแบบไทยประยุกต์ ร้านนี้ใช้รับรองแขกได้อย่างน่าประทับใจ

บ้านคุณแม่

“ร้านอาหารไทยแท้ ๆ ในบรรยากาศย้อนยุคที่ตกแต่งแบบบ้านไทยโบราณดูสวยงามมีเอกลักษณ์ เป็นร้านเก่าแก่ที่อยู่คู่สยามสแควร์มาเนิ่นนาน “ยำลูกทะเล” เมนูแรกมาก็อร่อยเป๊ะเวอร์เลย รสชาติยำนี่ลงตัวไม่มากไม่น้อยเกินไป กุ้ง ปลาหมึก และหอยแมลงภู่ที่ใส่มาก็สดหวาน ลวกได้กำลังดี ปลื้มปริ่มถูกใจสุด ๆ “ไก่สะเต๊ะ” เนื้อไก่ล้วน ๆ นุ่มดีใช้ได้ หมักผงสะเต๊ะเข้าเนื้อ น้ำจิ้มก็รสชาติเข้มข้นกำลังดี

Simmer by Praha

“จัดจ้านในย่านหลังสวน ต้องยกให้ที่นี่จริง ๆ ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีร้านอาหารไทยคับไปด้วยคุณภาพซ่อนตัวอยู่ในย่านหลังสวนนี้ มากิน 2 รอบและ รสมือไม่เคยเปลี่ยน ยอมใจเชฟนะ ทำออกมาได้ดีทุกอย่างจริง ๆ ไม่อยากชมมาก แต่อยากให้ได้มาลองเอง ราคาก็น่ารักเมื่อเทียบกับย่านนี้ “ยำส้มโอ” เย็นเจี๊ยบ กินแล้วชื่นใจมาก มาพร้อมกุ้งแห้งตัวเบ้อเริ่มคับไปด้วยคุณภาพ “ใบเหลียงผัดไข่” ทำได้ดีหอมกลิ่นกะทะ และแน่นอนโรยกุ้งแห้งแบบจัดเต็ม “ไข่พะโล้” นี่คือนัวสุด หมูนุ่มแทรกมัน กลิ่นพะโล้เตะจมูกมาก

รัตน์แก้ว เทวา บูติคโฮเทล

“ร้านแบบเรือนไทยโบราณ รายล้อมด้วยสวนสวยสงบร่มรื่น ตกแต่งแนวไทยประยุกต์ได้อารมณ์วินเทจหน่อย ๆ เน้นเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้ เน้นอาหารไทยโบราณและอาหารพื้นเมืองจากภาคตะวันออกเป็นหลัก ทั้งวัตถุดิบ เครื่องปรุง และของสดต่างๆนั้นสั่งตรงมาจากจังหวัดตราด “แกงหมูชะมวง” เป็นแกงที่ต้องมีครบรสทั้งเปรี้ยว เค็ม หวาน เครื่องแกงนั้นเข้มข้น เข้าน้ำเข้าเนื้อดีกับเนื้อหมูติดมันที่เคี่ยวจนนุ่มแถมให้มาซะหลายชิ้น ใบชะมวงก็เคี่ยวเปื่อยดี เป็นชามที่ปลื้มที่สุด

<<<กลับหน้าหลัก

รีวิวอาหารฝีมือคุณแม่(part3)

ศรีตราด

“ร้านอาหารจังหวัดตราดรสเด็ด ร้านนี้ซ่อนตัวอยู่ในซอยสุขุมวิท 33 การตกแต่งร้านออกแนวร่วมสมัย มีความทันสมัยและโบราณในตัว อาหารที่นี่มีความแปลกใหม่ บางอย่างหากินยาก และรสชาติเข้มข้น อร่อยได้ใจไปหลายเมนู “สายบัวผัดมันกุ้ง” จานนี้ถ่ายรูปไม่ทัน แต่อร่อยเกลี้ยงจาน สายบัวมีประโยชน์เต็มไปด้วยเส้นใย ผัดกับมันกุ้งเข้มข้น กินกับข้าวอร่อยมาก “หมูทอดข่า” จานนี้หมูเนื้อนิ่มไม่เหนียว ทอดมากรอบนอก รสอร่อย

อรรถรส สุขุมวิท 39

“ร้านอาหารไทยพรีเมียมตกแต่งร้านแบบไทยร่วมสมัยสวยงาม เสิร์ฟอาหารไทยสไตล์อาหารใต้ และอาหารไทยโบราณที่เน้นความเข้มข้นของเครื่องปรุงสมุนไพร ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารประเภทกับข้าว เมนูแนะนำของร้านคือ “แกงปูใบชะพลู” รสชาติเข้มข้นจัดจ้านแบบไทย ๆ, “ไข่พะโล้หมูฮ่อง” ชอบตรงที่เนื้อหมูก้อนใหญ่ดี น้ำพะโล้รสหวานเค็ม และ “ขนมเปียกปูนอ่อนไอศกรีมใบเตย” กลิ่นหอมและรสหวานเข้มข้นของกะทิที่ทำให้จานนี้เพิ่มความอร่อยได้มากทีเดียว

Chim by Siam Wisdom

“เป็นร้านอาหารไทยที่เสิร์ฟเป็นคอร์ส ชอบบรรยากาศที่เอาบ้านทรงไทยมาปรับปรุงเป็นตัวร้าน ทุกจานที่เสิร์ฟมามีรสชาติไทยมาก ชอบที่สุดคือ “ต้มยำปลาช่อน” เขาบอกว่าต้มยำที่นี่เป็นต้มยำสูตรโบราณเมื่อสักร้อยหรือสองร้อยปีที่แล้ว เป็นรสชาติต้มยำแบบออริจินัล อร่อยค่ะ นอกจากนี้ยังมีหมี่กรอบส้มซ่า, ไก่กอแระ, แจงลอนปลาอินทรีย์ และกุ้งโสร่ง

 The Local By Oam Thong Thai Cuisine

“เป็นร้านที่นำเสนออาหารพื้นบ้านไทยแท้จากทั่วทุกภาค คัดสรรแต่ละเมนูอย่างพิถีพิถัน มีที่มาที่ไปของอาหารแต่ละจาน บรรยากาศ ดูเป็นบ้านทรงไทยสีน้ำตาลแบบโบราณ พร้อมการตกแต่งแบบไทย ๆ และของโบราณที่หาได้ยากหลายๆ อย่าง “เมี่ยงบัวหลวง” อร่อย ชอบมาก กลีบบัวหลวงสีชมพูนุ่ม ๆ เคี้ยวในปากได้รสมะพร้าวคั่วหวานนิด ๆ หอม ๆ มีเค็มจากกุ้งแห้ง เปรี้ยวมะนาว เผ็ดพริกอีกนิดหนึ่ง และกรุบ ๆ มัน ๆ ของถั่วลิสง “ยำใบชะครามกะทิสด” ปลื้มค่ะจานนี้ อร่อยค่ะ รสชาติเข้มข้นเปรี้ยว ๆ รสยำหอม ๆ กะทิตาม ใบนุ่ม ๆ ชุ่ม ๆ น้ำยำอร่อย ๆ ไก่ชิ้นนุ่ม ๆ ไม่มัน กินจนไม่เหลือแม้แต่น้ำ

เรือนมัลลิการ์ สุขุมวิท 22

“ร้านอาหารไทยแท้ที่ปรุงอาหารรสชาติอร่อยเข้มข้นไม่เอาใจต่างชาติ และจัดจานมาอย่างประณีตสวยงาม ตัวร้านก็ตกแต่งได้อย่างสวยงามแบบไทย ๆ อาหารที่สั่งมี “ทอดมันกุ้ง” กรอบนอกนุ่มใน เนื้อเหนียวกำลังดี รสชาติเข้มข้นแบบกุ้งเป็นกุ้ง, “ไก่ผัดเม็ดมะม่วง” ผัดมาแบบแห้ง ๆ มีซอสหวานเคลือบนิด ๆ รสกลมกล่อม และ “ไอศกรีมมะพร้าวน้ำหอม” ทำจากน้ำมะพร้าวแท้ผสมเนื้อมะพร้าวชิ้นเล็ก ๆ รสชาติหวานหอมสดชื่น

<<<กลับหน้าหลัก

ประวัติของกะปิ

ประวัติของกะปิ

กะปิ ถูกคิดขึ้นโดยชาวประมงที่ต้องการจะดองกุ้งที่จับมาได้  เพื่อจะเอาไว้รับประทานได้ในระยะเวลานานๆ หรืออีกข้อสันนิษฐานหนึ่งกล่าวว่าเนื่องจากไม่สามารถขายกุ้งได้หมด จึงทำการดองเอาไว้  โดยไม่ว่าข้อสันนิษฐานจะเป็นอย่างไรก็ตาม  แต่ข้อเท็จจริงก็คือ กะปิ ถือเป็นตำรับอาหารของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ซึ่งในปัจจุบันกะปิกลายมาเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมอาหาร และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนต่างๆ มากมายจากการผลิตกะปิขาย  ภาคใต้ของไทยเรานั้น จะเรียกกะปิว่าเคย

https://i2.wp.com/www.awesomethaifood.com/wp-content/uploads/2010/07/Koey.jpg

เคย” เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง รูปร่างคล้ายกุ้ง บางทีก็เรียกว่า กุ้งเคย” ซึ่งตัวเคยนี้จะดำรงชีวิตอยู่ใกล้ผิวทะเลโดยไม่จมลงไป อาจจะอยู่ในน้ำลึกประมาณหน้าแข้งถึงระดับหน้าอก  ตัวเคยมีขนาดยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร มีเปลือกบางและนิ่ม อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงตามชายทะเล และลำคลองบริเวณป่าชายเลน  สำหรับคนไทยเราแล้วตัวเคยถือว่าป็นสัตว์เศรษฐกิจซึ่งหาได้จากธรรมชาติ  ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง มีประโยชน์ต่อร่างกาย  และเราสามารถใช้ตัวเคยมาทำกะปิหรือกุ้งแห้ง

ขั้นตอนในการทำกะปิ

วิธีการทำกะปิของไทยนั้นจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ และแต่ละท้องถิ่น แต่โดยทั่วๆไปแล้วจะมีวิธีการหลักๆ และคล้ายคลึงกันอยู่ไม่กี่วิธี  ดังต่อไปนี้

1. การจับเคย

การจับเคย นั้นจะขึ้นอยู่กับสภาพของลมฟ้าอากาศและลมมรสุม เนื่องจากเคยเป็นสัตว์น้ำจำพวกแพลงก์ตอน เมื่อถูกกระแสน้ำและกระแสลมมากระทบกระเทือนก็จะถูกพัดพาไปตามแรงคลื่นและลม ฤดูทำการประมงเคยของแต่ละจังหวัดและแต่ละภาคจึงแตกต่างกันไปตามฤดูมรสุม  ส่วนเครื่องมือในการจับเคยนั้นส่วนใหญ่ทำจากอวนในล่อนสีฟ้า มีขนาดช่องตาประมาณ 1-2 มม. เย็บเป็นถุง หรือให้มีลักษณะเหมือนถุงเพื่อรวบรวมเคย  โดยเครื่องมือที่ใช้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ แบบเคลื่อนที่ได้และแบบประจำที่ พวกที่เคลื่อนที่ได้อาจใช้แรงคนหรือกำลังแรงจากเครื่องยนต์ พวกที่อยู่ประจำที่ก็มักจะผูกติดกับหลัก เสา หรือวัตถุหนัก เพื่อให้เครื่องมืออยู่กับที่ไม่ลอยไปไหน

https://i1.wp.com/www.awesomethaifood.com/wp-content/uploads/2010/07/Shrimp-paste-processing-2.jpg

2. การล้างเคย

การล้างเคย หรือ การทำเคย เป็นการทำความสะอาดเคยเพื่อเอาทรายและสิ่งสกปรกออก โดยจะใช้น้ำทะเลทำความสะอาดเพื่อให้เคยคงความสด ไม่ตาย และจะใช้ภาชนะแบบตะแกรงที่สามารถร่อนเอาทรายที่ติดมาจากทะเลออกให้หมดได้

3. การผสม

การผสม คือการนำเคยสดที่ทำแล้วมาผสมกับเกลือป่น ส่วนในอัตราส่วนเท่าไหร่แล้วนั้นก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละท้องที่ หลังจากนั้นก็จะนำไปพักไว้ 1-2 คืน ก่อนที่จะนำไปตากแดด

https://i1.wp.com/www.awesomethaifood.com/wp-content/uploads/2010/07/Shrimp-paste-processing-3.jpg

4. การตากเคย

การตากเคยนั้นจะใช้ตระแกรงถี่ๆ รองใต้เคยเพื่อให้น้ำหยดลงด้านล่าง   เมื่อเคยด้านบนแห้งดี จึงกลับเคย  เพื่อให้เคยด้านล่างตากแดดได้อย่างทั่วถึง

https://i2.wp.com/www.awesomethaifood.com/wp-content/uploads/2010/07/Making-Shrimp-Paste.jpg

5. การตำเคย

การนำเคยที่ตากแดดแล้วนั้นไปตำ บดหรือโม่ให้ละเอียด  แล้วจึงนำไปหมัก  และไปตากแดดอีก โดยบางที่จะทำอย่างนี้ถึง 3 ครั้ง โดยจะขึ้นอยู่กับแต่ละท้องที่ที่ทำ

6. การหมักเคย

การหมัก เป็นการนำเคยที่ตากเสร็จแล้วมาบรรจุใส่ภาชนะที่จะใช้หมัก โดยส่วนใหญ่จะใช้ไห หรือโอ่งขนาดกลาง และใช้ใบลานสานปิดเป็นฝา โรยเกลือเม็ดป้องกันแมลงและหนอน    และระยะการหมักนั้นจะใช้เวลาเป็นเดือนๆ  ส่วนจะนานเท่าไหรนั้นก็จะแตกต่างกันไปอีกเช่นกัน

7. การบรรจุ

หลังจากหมักได้ที่ก็จะนำกะปิเคยที่ได้มาบรรจุในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท   สามารถจำหน่ายและเก็บไว้ใช้ได้นาน   แต่ถ้าไม่บรรจุก็สามารถนำไปแช่เย็นหรือเก็บไว้ในที่ร่มที่มีฝาปิดเพื่อป้องกันแมลงมารบกวน

<<<กลับหน้าหลัก

ความเป็นมาของปลาร้า

ปลาร้า หรือ ปลาแดก  ปลาน้อย ในภาษาอีสาน เป็นอาหารท้องถิ่นที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในภาคอีสานของไทย และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชนลาว รวมถึงบางส่วนของเวียดนามและพม่า โดยแต่ละท้องถิ่นจะมีการทำปลาร้าเป็นเอกลักษณ์ของตน ปัจจุบัน ปลาร้าได้พัฒนาขึ้นไปสู่ระดับสากลมากขึ้น มีปลาร้าพาสเจอร์ไรซ์เพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อนด้วย หรือปลาร้าอนามัย แต่ส่วนใหญ่ ปลาร้าก็ยังนิยมทำแบบเดิม โดยตักขายตามน้ำหนักตามตลาดสดต่างๆ ในวรรณกรรมลาวโบราณบางเรื่องเรียกปลาร้าว่า ปลาแดกฮ้า หรือปลาแดกร้า ในลาวและอีสานมีวรรณกรรมที่กล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับปลาร้าโดยตรงคือวรรณกรรมเรื่อง ปลาแดกปลาสมอ หรือลำบุษบา หรือท้าวกำพร้า คนไทยทางภาคเหนือนิยมเรียกปลาร้าว่า ฮ้า ดังนั้นคำว่าปลาร้าจึงเป็นภาษาลาวที่ชาวไทยภาคกลางและภาคเหนือรับอิทธิพลทางภาษามาจากชนชาติลาว

ปลาร้าอีสาน

ปลาร้า หรือปลาแดก เป็นอาหารหลัก และเครื่องปรุงรสที่สำคัญที่สุดในวัฒนธรรมของภาคอีสาน จนถือเป็นหนึ่งในวิญญาณห้าของความเป็นอีสาน ได้แก่ ข้าวเหนียว ลาบ ส้มตำ หมอลำ และปลาร้า ชีวิตชาวอีสานก่อนปี พ.ศ. 2500 ครอบครัวชาวนาทุกครอบครัวจะทำปลาร้ากินเอง โดยหมักปลาร้าไว้มากหรือน้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนและความอุดมสมบูรณ์ของปลา

ลักษณะของปลาร้าอีสานคือมักทำจากปลาน้ำจืดขนาดเล็ก เช่น ปลาสร้อยขาว ปลากระดี่มาหมักกับรำข้าวและเกลือ แล้วบรรจุใส่ไห จะหมักไว้ประมาณ 7-8เดือน แล้วนำมารับประทานได้ ในบางท้องที่มีค่านิยมว่า หมักให้เกิดหนอนจะยิ่งเพิ่มรสชาติยิ่งขึ้น ปลาร้าเป็นการถนอมปลาโดยการหมักไว้เป็นอาหารนอกฤดูกาล โดยมีข้อมูลเชิงสถิติระบุไว้ว่า กำลังการผลิตปลาร้าทั่วประเทศ 20,000-40,000 ตัน/ปี ครัวเรือนอีสานผลิตปลาร้าเฉลี่ย 27.09 กิโลกรัม/ปี อัตราการบริโภคปลาร้าโดยเฉลี่ยประมาณ 15-40 กรัม/คน/วัน ปริมาณการซื้อขายปลาร้าทั่วประเทศคิดเป็นมูลค่าประมาณ 9 ล้านบาทต่อวัน

ปลาร้านำไปปรุงอาหารได้หลายชนิด ตั้งแต่ น้ำพริก หลน จนถึงนำไปทอด นึ่ง เผา แล้วแต่ขนาดของปลาร้า นำปลาร้าไปต้มกับน้ำแล้วกรองเอาแต่น้ำเป็นน้ำปลาร้าเป็นเครื่องปรุงรสที่สำคัญของอาหารอีสาน อาหารที่ปรุงด้วยปลาร้าที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปคือส้มตำโดยส้มตำที่ใส่ปลาร้านั้นจะเรียกว่า ส้มตำลาว หรือ ส้มตำปลาร้า เพื่อให้ต่างจากส้มตำใส่กุ้งแห้งที่เรียกส้มตำไทย ปลาร้าที่นิยมใส่ในส้มตำมี 3 แบบคือ • ปลาร้าต่วงหรือปลาแดกน้อย ทำจากปลาตัวเล็ก หมักกับเกลือ รสเค็มกลมกล่อม • ปลาร้าโหน่ง รสจืดกว่าปลาร้าต่วง โดยหมักปลากับเกลือและรำข้าว รำข้าวจะช่วยเร่งให้ปลาร้าเป็นเร็ว สีออกแดงและหอม • ปลาร้าขี้ปลาทู ทำจากไส้ปลาทู มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ นิยมนำมาทำเป็นน้ำปลาร้าไว้ปรุงรสส้มตำคุณภาพของปลาร้า

สิ่งที่บ่งชี้คุณภาพของปลาร้า คือ คุณค่าด้านสารอาหาร รส กลิ่น สี นักโภชนาการยอมรับกันว่า เมื่อเปรียบเทียบปลาร้ากับอาหารหมักดองประเภทอื่น เช่น ปลาจ่อม ปลาส้มฟัก กะปิ ปลาร้าให้คุณค่าด้านสารอาหารค่อนข้างสูง คือ ให้โปรตีน ไขมัน เกลือแร่ โดยเฉพาะปลาร้าที่ทำมาจากปลาช่อน

ส่วนรสชาติ กลิ่น สีของปลาร้านั้นขึ้นอยู่กับปลาร้าที่ได้สัดส่วนระหว่างปลา เกลือและอุณหภูมิ หากปลาร้าไม่เน่า เพราะเกลือได้สัดส่วน และเป็นเกลือสินเธาว์ตัวปลาจะแข็ง มีสีแดง ส่วนกลิ่นที่หอมและรสที่ไม่เค็มเกินไปขึ้นอยู่กับการใช้ข้าวคั่วและรำใหม่ ที่มีคุณภาพดี ชาวอีสานจะเรียกปลาร้าตามคุณภาพของรสและกลิ่น เช่น ปลาแดกหอม ปลาแดกนัวหรือปลาแดกต่วง และปลาแดกโหน่ง

ปลาแดกหอม เป็นปลาร้าที่มีกลิ่นหอมสีแดงน่ารับประทาน ทำจากปลาตัวโตเช่น ปลาช่อนและปลาดุก ส่วนประกอบในการหมักใช้เกลือมากกว่าสูตรทั่วไป คือ ปลาสี่ส่วน เกลือสองส่วนและข้าวคั่วหรือรำหนึ่งส่วน

ปลาแดกนัวหรือปลาแดกต่วง เป็นปลาร้าที่หมักให้มีกลิ่นนุ่มนวล ปลาที่ใช้ทำจะเลือกปลาขนาดกลางและขนาดเล็ก ส่วนผสมประกอบด้วย ปลาสี่ส่วน เกลือหนึ่งส่วนครึ่ง และรำหนึ่งส่วน

ปลาแดกโหน่ง เป็นปลาร้าที่มีกลิ่นอันร้ายกาจ ส่งกลิ่นฟุ้งได้ไกล รสชาติแปลกประหลาด สีออกดำคล้ำ นิยมใช้ปรุงส้มตำ ปลาร้าชนิดนี้จะทำมาจากปลาขนาดเล็ก เช่น ปลาซิว ปลาสร้อย ปลาขาวนา ส่วนผสมที่ใช้ ปลาสี่ส่วน เกลือหนึ่งส่วน รำหนึ่งส่วน

ปลาร้าที่หมักนานกว่าสามเดือนขึ้นไปจะให้รสชาติที่ดี ถ้าปลาช่อนตัวใหญ่อาจต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปี ไม่ต้องพะวงกับเชื้อโรคในปลาร้า เพราะนักโภชนาการเชื่อว่า เกลือในปริมาณที่พอเหมาะมากพอจะทำให้ยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ ทำให้อาหารบูดเน่าได้ ดังนั้นถ้าปลาร้าที่ทำจากปลาที่ล้างสะอาด สด ใช้เกลือสินเธาว์และภาชนะบรรจุที่เหมาะสมจะทำให้ได้ปลาร้าที่มีคุณภาพดี จากการศึกษาวิจัยยังพบอีกว่า ปลาร้าที่หมักนานกว่าสามเดือนขึ้นไป พยาธิใบไม้ตับ จะตายหมดไม่สามารถติดต่อมายังคนได้ไม่ว่าจะรับประทานปลาร้าดิบหรือสุกก็ตาม

<<<กลับหน้าหลัก

รีวิวอาหารฝีมือคุณแม่(part2)

บ้านยี่สาร

“ร้านอาหารไทยโบราณแถวพุทธมณฑลสาย 3 ของเชฟตุ๊กตา เชฟหญิงกระทะเหล็ก บรรยากาศภายในร้านร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ และมีเมนูที่หากินได้ยาก เช่น ปูไข่หลนผักสด, ปลาทูต้มมะดัน, แกงส้มชะครามไข่ทอด เป็นต้น วันนี้สั่ง “หลนปู” รสออกหวาน มีเนื้อปูมาด้วย พร้อมผักสดกินแกล้มกันอร่อยถูกปากค่ะ, “ต้มส้มปลากะบอก” ปลากระบอกเนื้อนุ่มมาก ไม่เหม็นคาว ซดน้ำแกงคล่องคอไม่เปรี้ยวมาก และ “น้ำพริกกะปิปลาทูกับชะคราม” รสไม่เผ็ดมาก ปลาทูทอดกรอบ มีชะครามน้ำกะทิเพิ่มรสมัน

JIM THOMPSON RESTAURANT AND WINE BAR Rama 1

“พิถีพิถันและใส่ใจในทุกรายละเอียดจริง ๆ ค่ะสำหรับข้าวแช่ แค่ยกมาเสิร์ฟก็ฟินแล้วเพราะเซตมีความสวยงาม ส่วนรสชาติขอเริ่มตั้งแต่ตัวข้าวที่ล้างน้ำมาจนสะอาด และเพิ่มสีสันด้วยการแช่กับน้ำดอกอัญชันเป็นข้าวสีน้ำเงินอ่อนสวยงาม เครื่องเคียงก็ขอเริ่มด้วย “ลูกกะปิทอด” ที่มีความเข้มข้นเค็มหวานลงตัว ชอบมาก เวลากินคู่กับข้าวแช่แล้วลงตัวมาก ๆ ทุกอย่าง

Supanniga Eating Room ทองหล่อ

ที่บ้านชอบกินอาหารไทยกันค่ะ แต่ว่าอาหารไทยที่ทำได้อร่อย ๆ ก็จะมีอยู่ไม่กี่ร้าน และร้านนี้ก็เป็นอีกร้านที่ประทับใจมากมาย เราเลยได้กลับมาซ้ำค่ะ เมนูที่ได้มาลองวันนี้เป็นเมนูที่เรายังไม่เคยลองคือ สตูน่องไก่ เมนูดูธรรมดามาก แต่อร่อยมากจนซดหมดชาม มีน่องไก่มา 2 ชิ้นใหญ่ ๆ ใส่มะเขือเทศ มัน​ฝรั่ง ซึ่งตัวน้ำสตูว์ก็กลมกล่อมดี, “ไข่ลูกเขย” น้ำราดรสไม่หวานเลี่ยนดีค่ะ และ “ต้มยำกุ้งน้ำข้น” ใช้เนื้อกุ้งสด กรอบเนื้อเด้ง ถ้าใครชอบกินอาหารไทยก็แนะนำให้ลองมาชิมที่ร้านนี้

บ้านยาย

“ร้านอาหารไทยเล็กๆที่ดำรงอยู่คู่ย่านโชคชัย 4 มาอย่างยาวนานร้านนี้มันเกินความคาดหมายในทุกเรื่องจริง ๆ ระหว่างการรอคอยจะได้ยินเสียงครกตำอยู่ไม่ขาดสาย นั่นก็คือเสียงจากการตำเหล่าเครื่องแกงต่าง ๆ ตำกันใหม่ ๆ ถ้วยต่อถ้วยเลยทีเดียว รสชาติจึงออกมาเข้มข้น จัดจ้าน นี่สิครบเครื่องของอาหารไทย ทุกเมนูที่สั่งประทับใจทั้งหมด “ยำยายพิโรธ” อันนี้ก็พิโรธจริง ๆ น้ำยำปรุงออกมาได้เข้มสุดใจ ทั้งเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม มีครบไม่ขาดสาย ตัวชูโรงหลัก ๆ คือ ยอดมะพร้าวอ่อน ที่ลวกมาอย่างพอดีไม่มีแข็ง

ต้นเครื่อง สุขุมวิท 49

“ร้านอาหารไทยตำรับชาววังที่เปิดเป็นร้านแรกในย่านทองหล่อนับรวมเวลาก็ประมาณ 20 กว่าปีแล้วครับ เมนูของร้านเน้นหนักไปที่อาหารไทย และยังมีอาหารจีนให้บริการด้วยครับ ร้านจะแบ่งเป็น 2 โซน มีทั้งห้องแอร์และ โซนเอาต์ดอร์ที่ตกแต่งด้วยต้นไม้ร่มรื่น เมนูที่ผมเลือกกินวันนี้มี “ห่อหมกขนมครก” เนื้อเนียน ไม่เผ็ดมาก, “ขาหมู” หนังเนื้อนุ่ม ไม่หวานเลี่ยน และ “ต้มยำกุ้ง” รสชาติจัดจ้านตามตำรับอาหารไทย โดยรวมรสชาติอร่อยมากครับ จะกลับมากินที่ร้านนี้อีกแน่นอน”

<<<กลับหน้าหลัก

รีวิวอาหารฝีมือคุณแม่(part1)

ครัวคุณทิพ

ร้านอาหารไทยบรรยากาศสบาย ๆ ที่เปิดยาวยันตีสาม สวรรค์ของกินสำหรับคนนอนดึก ครบครันด้วยอาหารไทย – จีนรสเลิศ รวมถึงอาหารทะเลสดใหม่ในราคาสบายกระเป๋า จานเด็ดต้นตำรับ “หมูกรอบอบชีส” ชิ้นเบิ้มจัดเต็มชีสเยิ้ม ๆ ฟินสมคำร่ำลือ ห้ามพลาดเมนูซิกเนเจอร์ “ชะอมผัดไข่กุ้งสด” ไม่ชิมก็เหมือนมาไม่ถึง และบอกเลยว่าต้องลองเมนูฮิตติดอันดับ “ไข่ข้นหน้าไข่ปูผัดพริกขี้หนู” จัดจ้านครบเครื่องสุดละมุน!

Steve Café & Cuisine เทเวศร์

“ร้านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บรรยากาศสบาย ๆ พนักงานบริการดี ราคาสูงนิดนึง แต่วัตถุดิบก็ดีงามสมราคา “แกงเหลืองไหลบัวกุ้งสด” รสจัดจ้านมาก ๆ ออกเปรี้ยวนำ เค็มตาม และเผ็ดสุดเหวี่ยง กุ้งสดตัวใหญ่ อร่อยดีงามค่ะ “ผัดสะตอกุ้งสด “เป็นแบบผัดกะปินะคะ รสชาติออกเปรี้ยว เค็ม เผ็ด กุ้งอวบ ๆ สดอร่อย จานนี้ชอบมาก ๆ ค่ะ “ยำส้มโอ” รสชาติเปรี้ยว หวาน ๆ มาช่วยตัดเผ็ดได้อย่างดี

ครัวสา รสจัด

“ร้านนี้เป็นร้านอาหารไทยที่ทำอาหารรสจัดให้กลมกล่อมได้ คือเป็นอาหารไทยมีรสชาติหลายมิติ บรรยากาศร้านก็ดูไทย ๆ มากินแล้วจะรู้สึกเหมือนเป็นชาววังเลย เมนูที่ได้ลองมี “ปลากะพงสามรส” จานนี้คือดี แล่เนื้อปลาเป็นชิ้น ทอดได้หนังกรอบ ใส่ซอสมะขามและใบกะเพรากับพริกไทยสด, “หอยแครงดิสโก้” เป็นหอยแครงสุกกำลังพอดีแต่ยังมีความ Juicy อยู่ ราดด้วยน้ำยำซีฟู้ด และ “ต้มยำไก่บ้าน” ไก่อะเมซิ่งมาก ไก่บ้านอะไรเนื้อไม่แห้งเลย ลื่นคออร่อย น้ำต้มยำรสเผ็ดเปรี้ยวเค็มหวานพอดี๊พอดี

ครัวอัปษร สาขา 2 เสาชิงช้า

“ร้านนี้อยู่บนถนนดินสอเป็นห้องตึกแถวติดกระจก มีแอร์เย็นสบาย บรรยากาศภายในร้านเรียบง่าย อาหารจะเป็นอาหารไทย ราคาก็ไม่แพงเลยเหมาะสมกับปริมาณ และที่สำคัญสุดคือรสชาติค่ะ อร่อยมาก จัดจ้านครบรสแบบอาหารไทย ถ้าเทียบรสชาติกับราคานี่ต้องบอกว่ารสชาติอร่อยเกินราคาจริง ๆ เมนูแนะนำคือ เนื้อปูผัดพริกเหลือง ทอดมันปลากราย และ ลาบเห็ดฟาง รสชาติถึงเครื่องจริง ๆ รอบหน้ามีมาอีกแน่อนอนค่ะ

เมธาวลัย ศรแดง

“ร้านอาหารไทยสุดคลาสสิกในตำนาน หากพาพ่อแม่มากินมีฟิน! ร้านนี้เป็นร้านเก่าแก่รุ่นพ่อแม่ร้องอ๋อ ย่านวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย บรรยากาศหรูหราอบอุ่น มีดนตรีที่เล่นจากวงดนตรีคลาสสิก ร้องเพลงสุนทราภรณ์และเพลงลูกกรุงเวอร์ชันอมตะ อาหารที่สั่งวันนี้มี “หมี่กรอบชาววัง” ออร์เดิร์ฟขึ้นชื่อ เส้นหมี่ทอดได้กรอบหอม รสชาติหวานเข้าเนื้อหมี่ไม่เยิ้มไม่หวานเลี่ยน, “ยำสามกรอบ” รสชาติเข้มข้นแบบเปรี้ยว เค็ม หวาน เผ็ดนิด ๆ และ ปลาดุกฟูผัดพริกขิง” ปลาดุกฟูทอดกรอบกลิ่นหอมเครื่องพริกแกง

<<<กลับหน้าหลัก

ประวัติเชฟเอียน

เชฟเอียนไม่ได้เกิดในครอบครัวที่มีฐานะแต่เกิดในครอบครัวร้านขายข้าวแกง ที่ต้องช่วยคุณแม่ตั้งเช้ามืดทุกวัน โดยไม่มีวันหยุดแม้ซักวัน ซึ่งในช่วงนั้นเป็นช่วงชีวิตที่ตนรู้สึกว่าไม่ชอบกับอาชีพการทำอาหารแม้แต่น้อย และ เฝ้าคิดแต่ว่าอนาคตเราต้องดีกว่านี้ แต่ไม่ใช่ด้วยอาชีพเกี่ยวกับอาหารแน่นอน พออายุเข้า 13 ปี ทางครอบครัวได้หาเงินกู้มาก้อนหนึ่ง เพื่อที่จะส่งไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษในกรุงลอนดอนโดยหวังว่าจะได้การศึกษาและภาษาที่ดีกลับมา ซึ่งในขณะนั้นตนต้องทำงานพิเศษไปพร้อมกับการเรียน และงานแรกที่ทำคือ ล้างจาน เป็นงานที่ทำนานกว่า 3 เดือนและก็ไม่ได้ฝึกภาษาเลย ดังนั้นจึงพยายามก้าวไปเป็นเด็กเสิร์ฟหน้าร้าน ในระหว่างที่เป็นคนเสิร์ฟได้มีโอกาสช่วยเชฟพอล ซึ่งเป็นเชฟใหญ่ เพราะหวังว่าจะได้ฝึกภาษาไปในตัว  และแล้วเมื่อผู้ช่วยเชฟขาดงานไม่มาทำงาน เชฟพอล(หัวหน้าเชฟ) จึงให้ตนที่ตอนนั้นเป็นเด็กเสิร์ฟมาช่วยงาน และผู้จัดการจึงได้เสนอให้ตนไปเรียนการทำอาหารมาก่อนเพื่อมาทำงานในหน้าที่เชฟอย่างจึงจัง แต่ระหว่างเรียนนี้เกิดประสบอุบัติเหตุจึงไม่สามารถเรียนจบได้ และตัดสินใจบินไปประเทศออสเตเรียเพื่อไปช่วยพี่สาวที่ทำร้านอาหารอยู่ที่นั่นแทน ซึ่งช่วงนี้ก็ได้มีโอกาสฝึกฝนการทำอาหาร และหาความรู้ใหม่ ๆ ออกไปเป็นเชฟตามที่ต่าง ๆ จากประเทศออสเตเรียไปจนถึงประเทศฝรั่งเศส ต่อมาหลังจากนั้นจึงได้เดินทางกลับประเทศไทยมาเป็นเชฟอยู่ที่โรงแรมระดับห้าดาวในตำแหน่งเดมี่เชฟที่มีฐานเงินเดือนแค่ 8,000 บาท เพื่อหาประสบการณ์ใหม่ค่อยก้าวหน้าไปที่ละตำแหน่ง ทั้งนี้ยังถูกส่งไปแข่งขันรายการ International Cooking Competition สามารถเอาชนะตัวเต็งจากสิงค์โปร ได้ที่ 1 มา เลื่อนตำแหน่งจนมาสู่ตำแหน่ง Executive Chef แต่เป้าหมายยังไม่สูงสุด เพราะ ต้องหาหนทางของตัวเองให้ได้ ซึ่งบทสรุปจึงไปอยู่ที่การเปิดร้านเป็นของตัวเองในท่ามกลางเสียงคัดค้านจากคนรอบตัว เชฟเอียน เล่าต่อว่า หลังจากที่มีความคิดต้องการเปิดร้านอาหารนั้น จึงเดินทางไปเปิดร้านอาหารที่นิวยอร์ก เป็นร้านแรกในชื่อร้าน Kittichai Restaurant ในช่วง 6 เดือนแรกเป็นช่วงที่ทำลำบากมาก ทั้งเรื่องคนงานที่มาๆ หยุดๆ ทั้งเรื่องของกฎหมายท้องถิ่นทำให้ท้อมากจนโทรกลับมาคุยกับคุณแม่ และคุณแม่ก็ให้กำลังใจลูกอย่างมาก ซึ่งจากอุปสรรค์เหล่านี้ทำให้ต้องกลับมาสู่ต่อโดยทำความเข้าใจกฎหมายให้ชัดเจน แล้วมุ่งไปที่อาหารตามความต้องการของคนในท้องถิ่น นำเสนอในสไตล์ของตนเองที่ต่างออกไป จนทำให้ลูกค้าบอกปากต่อปากจบได้รับการยกย่องผ่านนิตยสาร Conde’ Nast Traveller ให้เป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดในกรุงนิวยอร์ก พร้อมกับรางวัล The Best Asian Restaurant ปี 2005 จนโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

จากอาหารที่ไม่เหมือนใครทำให้กลายเป็นที่นิยมของกลุ่มผู้บริโภคอย่างกว้างขาวงจนขยายสาขากว่า 14 สาขาทั่วโลกดังนี้

1.ในประเทศไทย 7 สาขา -ร้าน HYDE&Seek ,Peek-a-Boo -น้ำซ่าส์ บอทเทอลิ่ง ทรัสต์ Namsaah Bottling Trust ซอยสีลม 7 -ห้องอาหาร smith สุขุมวิท 49 2.ในต่างประเทศ – spot dessert bar  เป็นร้านขนมหมดเลย – มุมไบ อินเดีย โรงแรมอินเตอร์คอน ซึ่งร้านทั้งหมดนี้ จะมีดีไซน์ที่ต่างกันออกไป ทั้งตัวอาหาร และทั้งตัวร้าน โดยมีจุดสำคัญของธุรกิจอยู่ 3 ประการ คือ 1.ต้องเข้าใจ ภูมิประเทศ วัฒนธรรมประเพณี  เข้าใจความต้องการผู้บริโภคในท้องถิ่นนั้น 2.อาหารที่นำเสนอประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ไม่เหมือนใคร และ 3.ทีมงานที่เข้มแข่ง และเป็นหนึ่งเดียว เชฟเอียน กล่าวทิ้งท้าย สำหรับผู้ที่สนใจทำธุรกิจร้านอาหารให้ประสบความสำเร็จแบบเชฟเอียนนั้น สิ่งที่สำคัญคือ ควรมีความชัดเจนของอาหารว่าจะโชว์อะไรเป็นจุดขาย ต้องมีระบบที่ดีโดยต้องศึกษาหาความรู้และวางแผนให้เป็นระบบ ต้องมีทีมงานที่รู้จักหน้าที่ของตนเอง และต้องมีความมุมานะ จงทำต่อไปให้ดีขึ้นกว่าเดิม

<<<กลับหน้าหลัก

ความเป็นมาเชฟกระทะเหล็ก(part3)

ความเป็นมาเชฟกระทะเหล็ก(part3)

แบบที่ 5

ช่วงเชฟกระทะเหล็ก

เชฟผู้ท้าชิงจะต้องแข่งขันทำอาหารกับเชฟกระทะเหล็กประจำรายการ โดยผู้ท้าชิงมีสิทธิ์เลือกว่าต้องการอยากประลองยุทธ์กับเชฟกระทะเหล็กท่านใด โดยทั้งสองฝ่ายจะมีวัตถุดิบหลักและจะมีเวลาในการแข่งขัน 60 นาที เป็นตัวกำหนดสำหรับการแข่งขัน โดยภายใน 20 นาทีแรกนั้น เชฟทั้งสองฝ่ายจะต้องทำอาหาร 1 เมนู ให้เสร็จเรียบร้อย พร้อมเสิร์ฟด้วยตนเองให้กับคณะกรรมการได้ชิมกันจานต่อจาน โดยคณะกรรมการ 3 คน จะทำการชิมพร้อมกับแสดงความคิดเห็นและให้คะแนนกันแบบระบบเวลาจริงเลย มีคะแนนส่วนนี้ให้ 5 คะแนน ถ้าทำไม่ทัน คะแนนส่วนนี้จะเป็น 0 คะแนนโดยทันที จากนั้นอีก 40 นาทีที่เหลือเชฟทั้งสองฝ่าย ต้องรังสรรค์อย่างน้อย 4 เมนูให้เสร็จทันเวลา และคณะกรรมการ 3 คน ทำการให้คะแนน โดยจะพิจารณาจากคะแนนด้านรสชาติความอร่อย 10 คะแนน, ด้านความสวยงามและความคิดสร้างสรรค์ 5 คะแนน และด้านความสามารถในการดึงรสชาติของวัตถุดิบหลัก 5 คะแนน

แบบที่ 6

ใช้ในวันที่ 8 กรกฎาคม – 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ช่วง World Ingredient ภารกิจตามล่าวัตถุดิบสุดขอบโลก

ในช่วงนี้ จะมีลักษณะคล้ายกับช่วงประชันวัตถุดิบในรูปแบบที่ 3 แต่จะเป็นการให้พิธีกรร่วม 2 ท่านคือ เบญจพล เชยอรุณ  และชล วจนานนท์ มานำเสนอวัตถุดิบที่จะให้ประธานสันติเป็นผู้คัดเลือก เพื่อนำมาใช้ในการแข่งขัน และผู้ชมทางบ้านจะสามารถร่วมสนุกว่าประธานสันติจะเลือกวัตถุดิบชนิดใด เพื่อชิงบัตรกำนัลมูลค่า 10,000 บาท

ช่วงเชฟกระทะเหล็ก

เชฟผู้ท้าชิงจะต้องแข่งขันทำอาหารกับเชฟกระทะเหล็กประจำรายการ โดยผู้ท้าชิงมีสิทธิ์เลือกว่าต้องการอยากประลองยุทธ์กับเชฟกระทะเหล็กท่านใด (เชฟกระทะเหล็ก อาหารไทย, เชฟกระทะเหล็ก อาหารญี่ปุ่น, เชฟกระทะเหล็ก อาหารตะวันตก แนวอินโนเวทีฟ, เชฟกระทะเหล็ก อาหารจีนร่วมสมัย, เชฟกระะทะเหล็ก อาหารหวาน, เชฟกระทะเหล็ก อาหารเอเชี่ยนทวิสต์คิวชีน และเชฟกระทะเหล็ก อาหารยุโรป) โดยทั้งสองฝ่ายจะมีวัตถุดิบหลักและจะมีเวลาในการแข่งขัน 60 นาที เป็นตัวกำหนดสำหรับการแข่งขัน โดยภายใน 20 นาทีแรกนั้น เชฟทั้งสองฝ่ายจะต้องทำอาหาร 1 เมนู ให้เสร็จเรียบร้อย พร้อมเสิร์ฟด้วยตนเองให้กับคณะกรรมการได้ชิมกันจานต่อจาน โดยคณะกรรมการ 3 คน จะทำการชิมพร้อมกับแสดงความคิดเห็นและให้คะแนนกันแบบระบบเวลาจริงเลย มีคะแนนส่วนนี้ให้ 5 คะแนน ถ้าทำไม่ทัน คะแนนส่วนนี้จะเป็น 0 คะแนนโดยทันที จากนั้นอีก 40 นาทีที่เหลือเชฟทั้งสองฝ่าย ต้องรังสรรค์อย่างน้อย 4 เมนูให้เสร็จทันเวลา และคณะกรรมการ 3 คน ทำการให้คะแนน โดยจะพิจารณาจากคะแนนด้านรสชาติความอร่อย 10 คะแนน, ด้านความสวยงามและความคิดสร้างสรรค์ 5 คะแนน และด้านความสามารถในการดึงรสชาติของวัตถุดิบหลัก 5 คะแนน

ปัจจุบัน (แบบที่ 7)

ช่วงเชฟกระทะเหล็ก

เชฟผู้ท้าชิงจะต้องแข่งขันทำอาหารกับเชฟกระทะเหล็กประจำรายการ โดยผู้ท้าชิงมีสิทธิ์เลือกว่าต้องการอยากประลองยุทธ์กับเชฟกระทะเหล็กท่านใด (เชฟกระทะเหล็ก อาหารไทย, เชฟกระทะเหล็ก อาหารญี่ปุ่น, เชฟกระทะเหล็ก อาหารตะวันตก แนวอินโนเวทีฟ, เชฟกระทะเหล็ก อาหารจีนร่วมสมัย, เชฟกระะทะเหล็ก อาหารหวาน, เชฟกระทะเหล็ก อาหารเอเชี่ยนทวิสต์คิวชีน และเชฟกระทะเหล็ก อาหารยุโรป) โดยทั้งสองฝ่ายจะมีวัตถุดิบหลักและจะมีเวลาในการแข่งขัน 60 นาที เป็นตัวกำหนดสำหรับการแข่งขัน เชฟทั้งสองฝ่ายจะต้องรังสรรค์ 5 เมนู ให้เสร็จทันเวลา จากนั้นเมื่อผ่านไป 45 นาที จะมีวัตถุดิบปริศนา ซึ่งเชฟทั้งสองฝ่ายจะต้องนำวัตถุดิบปริศนามาใช้ทำอาหารเป็นวัตถุดิบหลัก 1 เมนูจาก 5 เมนู (มีเพียงเทปวันที่ 11 และ 18 พฤศจิกายน 2560 ที่ใช้กติกาจากรูปแบบรายการแบบที่ 4 คือเชฟทั้งสองฝ่ายจะต้องนำวัตถุดิบปริศนานำมาประกอบการรังสรรค์อย่างน้อย 1 เมนูจาก 5 เมนู) และคณะกรรมการ 3 คน ทำการให้คะแนน ซึ่งในรูปแบบนี้จะเป็นการให้คะแนนแบบที่กรรมการจะไม่ทราบก่อนว่าเมนูจานไหนเป็นของเชฟท่านใด โดยกรรมการทั้งสามจะเก็บตัวในระหว่างที่เชฟทั้งสองทำการรังสรรค์เมนู และเมื่อเข้าสู่ช่วงการตัดสิน เชฟทั้งสองจะถูกนำไปเก็บตัวและดูการตัดสินผ่านทางจอมอนิเตอร์ และอาหารของเชฟทั้งสองจะถูกเสิร์ฟให้แก่คณะกรรมการทำการตัดสิน โดยจะใช้อักษร A และ B ในการแทนตัวเชฟผู้ท้าชิงและเชฟกระทะเหล็ก ซึ่งเกณฑ์การตัดสินจะพิจารณาจากคะแนนด้านรสชาติความอร่อย 10 คะแนน, ด้านความสวยงามและความคิดสร้างสรรค์ 5 คะแนน, ด้านความสามารถในการดึงรสชาติของวัตถุดิบหลัก 5 คะแนน และ ด้านความสามารถในการใช้วัตถุดิบปริศนาประกอบในเมนูที่รังสรรค์อีก 5 คะแนน

<<<กลับหน้าหลัก

ความเป็นมาเชฟกระทะเหล็ก(part2)

ความเป็นมาเชฟกระทะเหล็ก(part2)

ช่วงเชฟกระทะเหล็ก

เชฟผู้ท้าชิงจะต้องแข่งขันทำอาหารกับเชฟกระทะเหล็กประจำรายการ โดยผู้ท้าชิงมีสิทธิ์เลือกว่าต้องการอยากประลองยุทธ์กับเชฟกระทะเหล็กท่านใด  โดยทั้งสองฝ่ายจะมีวัตถุดิบหลักและเวลาเป็นตัวกำหนดสำหรับการแข่งขัน มีการนำเสนอ, การแสดงความคิดเห็น และการตัดสิน หลังผู้ท้าชิงและเชฟกระทะเหล็ก ทำอาหารเสร็จเรียบร้อย จะต้องนำเสนออาหารของตัวเองต่อกรรมการก่อนชิม จากนั้นคณะกรรมการจะทำการแสดงความคิดเห็น พร้อมตัดสินว่า…อาหารจานใดระหว่าง เชฟผู้ท้าชิง หรือ เชฟกระทะเหล็ก จะมีรสชาติชนะใจกรรมการ ในกรณีที่ผลการแข่งขันเสมอกัน จะมีการแข่งขันแบบต่อเวลาพิเศษอีก 30 นาที โดยเชฟทั้งสองฝ่ายจะต้องทำอาหารเพิ่มขึ้นอีก 1 เมนู โดยใช้วัตถุดิบพิเศษที่รายการกำหนดไว้ให้

ช่วงโรงเรียนกระทะเหล็ก

เชฟกระทะเหล็ก จะมาสาธิตการทำอาหารให้แก่ดารารับเชิญและผู้ชมทางบ้านที่สมัครเข้ารวมรายการ รวม 6 ท่าน หรืออาจจะมากกว่านั้น และทุกวันพุธสุดท้ายของแต่ละเดือน เชฟผู้ท้าชิงที่เคยแข่งขันในรายการ จะมาสาธิตการทำอาหารแทนเชฟกระทะเหล็ก หลังจากนั้นจะเลือกผู้ร่วมรายการ 2 ท่าน มาทำอาหารตามเชฟกระทะเหล็กหรือเชฟผู้ท้าชิงที่เคยแข่งขันในรายการ ซึ่งผู้ร่วมรายการที่เหลือ 4 คน จะทำการชิมและให้คะแนนว่าอาหารที่คนไหนทำ อร่อยกว่ากัน คนที่ได้คะแนนมากกว่า จะได้เป็น นักเรียนดีเด่น และได้รับประกาศนียบัตรเป็นของที่ระลึก

แบบที่ 3

ประชันวัตถุดิบ

จะมีวัตถุดิบ 2 ชนิดออกมาให้ได้ชมกัน โดยหนึ่งในนั้นจะเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้แข่งในวันนั้นจริงๆ หรือบางครั้งอาจจะไม่เกี่ยวกับวัตถุดิบเลย แต่จะเป็นการทำอาหารให้แขกรับเชิญได้รับประทานกัน โดยจะมี เชฟประสพโชค ตระกูลแพทย์ เชฟบรรณ บริบูรณ์ เชฟธัชพล ชุมดวง สลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมา สัปดาละ 2 คนเพื่อเป็นตัวแทนและนำเสนอวัตถุดิบอย่างละฝ่าย พร้อมทั้งทำอาหารจากวัตถุดิบนั้นๆ ให้กับแขกรับเชิญได้รับประทานด้วย

ช่วงเชฟกระทะเหล็ก

เชฟผู้ท้าชิงจะต้องแข่งขันทำอาหารกับเชฟกระทะเหล็กประจำรายการ โดยผู้ท้าชิงมีสิทธิ์เลือกว่าต้องการอยากประลองยุทธ์กับเชฟกระทะเหล็กท่านใด (เชฟกระทะเหล็ก อาหารไทย, เชฟกระทะเหล็ก อาหารญี่ปุ่น, เชฟกระทะเหล็ก อาหารตะวันตก และ เชฟกระทะเหล็ก อาหารจีน) โดยทั้งสองฝ่ายจะมีวัตถุดิบหลักและเวลาเป็นตัวกำหนดสำหรับการแข่งขัน (เวลาที่กำหนดในการแข่งขัน คือ 60 นาที) มีการนำเสนอ, การแสดงความคิดเห็น และการตัดสิน หลังผู้ท้าชิงและเชฟกระทะเหล็ก ทำอาหารเสร็จเรียบร้อย จะต้องนำเสนออาหารของตัวเองต่อกรรมการก่อนชิม จากนั้นคณะกรรมการจะทำการแสดงความคิดเห็น พร้อมตัดสินว่า…อาหารจานใดระหว่าง เชฟผู้ท้าชิง หรือ เชฟกระทะเหล็ก จะมีรสชาติชนะใจกรรมการ ในกรณีที่ผลการแข่งขันเสมอกัน อาจจะมีการแข่งขันแบบต่อเวลาพิเศษอีก 30 นาที โดยเชฟทั้งสองฝ่ายจะต้องทำอาหารเพิ่มขึ้นอีก 1 เมนู โดยใช้วัตถุดิบพิเศษที่รายการกำหนดไว้ให้ หรืออาจจะไม่มีการต่อเวลา และคงผลเสมอไว้เช่นเดิม

แบบที่ 4

ช่วงเชฟกระทะเหล็ก

รูปแบบจะคล้ายคลึงกับ เชฟกระทะเหล็ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเชฟทั้งสองฝ่ายจะมีเวลาในการแข่งขัน 60 นาที เหมือนเดิม โดยภายใน 20 นาทีแรกนั้น เชฟทั้งสองฝ่ายจะต้องทำอาหาร 1 เมนู ให้เสร็จเรียบร้อย พร้อมเสิร์ฟด้วยตนเองให้กับคณะกรรมการได้ชิมกันจานต่อจาน โดยคณะกรรมการ 3 คน จะทำการชิมพร้อมกับแสดงความคิดเห็นและให้คะแนนกันแบบระบบเวลาจริงเลย มีคะแนนส่วนนี้ให้ 5 คะแนน ถ้าทำไม่ทัน คะแนนส่วนนี้จะเป็น 0 คะแนนโดยทันที จากนั้นอีก 40 นาทีที่เหลือเชฟทั้งสองฝ่าย ต้องรังสรรค์อย่างน้อย 4 เมนูให้เสร็จทันเวลา ที่มากไปกว่านั้นเพื่อเพิ่มความท้าทายและความกดดันให้กับเชฟทั้งสองฝ่าย ท่านประธานสันติได้เพิ่ม โจทย์พิเศษ ที่สามารถเป็นได้ทั้งวัตถุดิบหรืออุปกรณ์เสริม ซึ่งเชฟทั้งสองฝ่าย ต้องใช้โจทย์พิเศษนี้เป็นองค์ประกอบในเมนูใดเมนูหนึ่งให้ได้นั้นเอง ซึ่งเราจะได้ประหลาดใจไปกับวิธีการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าของเชฟแต่ละท่าน แถมยังได้เห็นถึงจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขา มีคะแนนส่วนนี้ให้ 5 คะแนน และคณะกรรมการ 3 คน ทำการให้คะแนน โดยจะพิจารณาจากคะแนนด้านรสชาติความอร่อย 10 คะแนน, ด้านความสวยงามและความคิดสร้างสรรค์ 5 คะแนน และด้านความสามารถในการดึงรสชาติของวัตถุดิบหลัก 5 คะแนน

ช่วงโรงเรียนกระทะเหล็ก

เชฟกระทะเหล็ก จะมาสาธิตการทำอาหารให้แก่ดารารับเชิญและผู้ชมทางบ้านที่สมัครเข้ารวมรายการ รวม 6 ท่าน หรืออาจจะมากกว่านั้น และทุกวันพุธสุดท้ายของแต่ละเดือน เชฟผู้ท้าชิงที่เคยแข่งขันในรายการ จะมาสาธิตการทำอาหารแทนเชฟกระทะเหล็ก หลังจากนั้นจะเลือกผู้ร่วมรายการ 2 ท่าน มาทำอาหารตามเชฟกระทะเหล็กหรือเชฟผู้ท้าชิงที่เคยแข่งขันในรายการ ซึ่งผู้ร่วมรายการที่เหลือ 4 คน จะทำการชิมและให้คะแนนว่าอาหารที่คนไหนทำ อร่อยกว่ากัน คนที่ได้คะแนนมากกว่า จะได้เป็น นักเรียนดีเด่น และได้รับประกาศนียบัตรเป็นของที่ระลึก

<<<กลับหน้าหลัก

ความเป็นมาเชฟกระทะเหล็ก(part1)

ความเป็นมาเชฟกระทะเหล็ก(part1)

เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย เป็นเกมโชว์การทำอาหาร ออกอากาศทุกวันพุธ เวลา 23.00 น. – 01.00 น. โดยเริ่มอากาศครั้งแรกเมื่อวันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555 ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ตามรูปแบบของรายการ ยุทธการกระทะเหล็ก ที่ออกอากาศครั้งแรกวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2536โดยได้รับลิขสิทธิ์จากบริษัท ฟูจิ ครีเอทีฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับลิขสิทธิ์ในการผลิตรายการนี้ ในอีกหลายภาษา และวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2558 ได้ย้ายเวลาออกอากาศเป็นทุกวันเสาร์ เวลา 12.00 น. – 13.00 น. จนกระทั่งวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2558ได้ปรับเวลาออกอากาศเป็นทุกวันเสาร์ เวลา 11.45 – 12.45 น. และในวันที่1 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 ได้ขยับเวลาออกอากาศเป็น 11.35 – 12.50 น. พร้อมกับเพิ่มเวลาออกอากาศ และช่วงโรงเรียนกระทะเหล็ก ได้ย้ายออกอากาศทุกวันนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00 น. – 10.00 น. โดยใช้ชื่อว่า เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย กับ โรงเรียนกระทะเหล็ก เริ่มออกอากาศ6 เมษายน พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป

รูปแบบของรายการ

อดีต

แบบที่ 1

ช่วงประลองยุทธ์

3 ผู้เข้าแข่งขันที่ได้รับการคัดเลือกจากประธานสรรหาทั้ง 3 ท่าน จะต้องทำการประลองยุทธ์กับทีม เชฟกระทะแหลก ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนมาเป็นแสดงภาพผู้เข้าแข่งขันทั้ง 3 ท่าน เวลาแข่งขัน โดยตัดภาพทีม เชฟกระทะแหลก ออกไป เนื่องจากมีผู้ชมจำนวนมากไม่พอใจเกี่ยวกับท่าทางในการทำอาหารด้าน เซฟกระทะแหลก ผู้เข้าแข่งขันจะได้รับวัตถุดิบหลักในการทำอาหารคนละ 1 อย่างตามจำนวนที่จำกัดไว้ โดยทำการจับฉลากล่วงหน้า ซึ่งผู้เข้าแข่งขัน ก็ไม่สามารถทราบว่า ได้วัตถุดิบอะไร และจะทำอย่างไร ให้วัตถุดิบปริศนาถูกแปลงสภาพมาเป็นอาหารชั้นเลิศตามเวลาที่กำหนดให้ (เวลาที่กำหนดในการแข่งขัน คือ 15 นาที)

ช่วงนักชิมปริศนา

3 ผู้เข้าแข่งขัน จะได้รับโจทย์การทำอาหาร ให้กลุ่มผู้ชิมที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละสัปดาห์ ยกตัวอย่างเช่น “ทำอาหารแคลลอร์รี่ต่ำ” ให้สาวงาม 20 คน หรือ นักมวย 30 คน เป็นต้น ผู้แข่งขันเพียง 1 คน จะได้รับการคัดเลือกเข้าไปเป็น ผู้ท้าชิง กับ เชฟกระทะเหล็กประเทศไทย (เวลาที่กำหนดในการแข่งขัน คือ 20 นาที)

ช่วงเชฟกระทะเหล็ก

เชฟผู้ท้าชิงจะต้องแข่งขันทำอาหารกับเชฟกระทะเหล็กประจำรายการ โดยผู้ท้าชิงมีสิทธิ์เลือกว่าต้องการอยากประลองยุทธ์กับเชฟกระทะเหล็กท่านใด (เชฟกระทะเหล็ก อาหารไทย, เชฟกระทะเหล็ก อาหารญี่ปุ่น, เชฟกระทะเหล็ก อาหารตะวันตก และ เชฟกระทะเหล็ก อาหารจีน) โดยทั้งสองฝ่ายจะมีวัตถุดิบหลักและเวลาเป็นตัวกำหนดสำหรับการแข่งขัน (เวลาที่กำหนดในการแข่งขัน คือ 60 นาที) มีการนำเสนอ, การแสดงความคิดเห็น และการตัดสิน หลังผู้ท้าชิงและเชฟกระทะเหล็ก ทำอาหารเสร็จเรียบร้อย จะต้องนำเสนออาหารของตัวเองต่อกรรมการก่อนชิม จากนั้นคณะกรรมการจะทำการแสดงความคิดเห็น พร้อมตัดสินว่า…อาหารจานใดระหว่าง เชฟผู้ท้าชิง หรือ เชฟกระทะเหล็ก จะมีรสชาติชนะใจกรรมการ ในกรณีที่ผลการแข่งขันเสมอกัน จะมีการแข่งขันแบบต่อเวลาพิเศษอีก 30 นาที โดยเชฟทั้งสองฝ่ายจะต้องทำอาหารเพิ่มขึ้นอีก 1 เมนู โดยใช้วัตถุดิบพิเศษที่รายการกำหนดไว้ให้

แบบที่ 2

ช่วงสรรหาผู้ท้าชิงและเมนูพิเศษเฉพาะตัว

ประธานสรรหาทั้ง 3 คน จะทำการคัดสรรเชฟที่มีฝีมือจากทั่วสารทิศ มาเป็น เชฟผู้ท้าชิง พร้อมกับดารารับเชิญ 3 ท่าน หรืออาจจะมากกว่านั้น ซึ่งเชฟผู้ท้าชิงจะมาทำอาหารเมนูพิเศษตามความถนัดของตนเอง จากแบบทดสอบพิเศษ ซึ่งจะเปลี่ยนไปในแต่ละสัปดาห์ เวลาที่กำหนดในการทำอาหาร คือ 30 นาที โดยจะมีรูปแบบแบบทดสอบพิเศษต่างๆ กันไป ดังนี้

  • แบบเมนูประจำตัว เชฟผู้ท้าชิง จะทำอาหารด้วยวัตถุดิบที่เชฟจัดเตรียมมาสำหรับการนำเสนอเมนูของตัวเองโดยเฉพาะ
  • แบบอาหารตามสั่ง เชฟผู้ท้าชิง จะทำอาหารจากโจทย์วัตถุดิบหลักและโจทย์รูปแบบการทำอาหาร ในไตล์ต่างๆ อาทิเช่น ไทย, จีน, ยุโรป และอื่นๆ ที่ทางรายการกำหนดมาให้ ซึ่งเปรียบเสมือนการรับรายการจากลูกค้าในรูปแบบอาหารตามสั่ง ให้ประธานสรรหาและดารารับเชิญ 3 ท่านชิมกัน
  • แบบ 3 วัตถุดิบปริศนา เชฟผู้ท้าชิง จะทำอาหารจากโจทย์วัตถุดิบปริศนา ที่ทางรายการกำหนดให้จำนวน 3 อย่าง โดยจะต้องชูรสชาติ ของวัตถุดิบลับทั้ง 3 อย่างให้ได้มากที่สุด ในบางครั้งทางรายการจะบอกวัตถุดิบปริศนามาก่อน 1 อย่าง โดยวัตถุดิบปริศนา 2 อย่างที่เหลือ จะถูกเลือกผ่านมาจาก นักช็อปปริศนา ให้ประธานสรรหาและดารารับเชิญ 3 ท่านชิมกัน
  • แบบบอกคำปริศนา เชฟผู้ท้าชิง จะทำอาหารจากโจทย์ปริศนา 1 ประโยคจากบุคคลพิเศษ เพื่อสื่อถึงปริศนานั้น ซึ่งเปรียบเสมือนการเล่าเรื่องราวศิลปะต่างๆ ผ่านจานอาหารนั้นๆ ให้ประธานสรรหาและดารารับเชิญ 3 ท่านชิมกัน
  • แบบเครื่องมือปริศนา เชฟผู้ท้าชิง จะทำอาหารจากโจทย์อุปกรณ์ปริศนา ที่ทางรายการกำหนดให้จำนวน 1 ชิ้น โดยเชฟผู้ท้าชิงต้องใช้อุปกรณ์ปริศนานั้น เป็นอุปกรณ์หลักในการทำอาหาร ให้ประธานสรรหาและดารารับเชิญ 3 ท่านชิมกัน
  • แบบนักชิมปริศนา เชฟผู้ท้าชิง จะต้องทำอาหารจานพิเศษ สำหรับกลุ่มนักชิมปริศนา โดยตอบโจทย์ความต้องการของนักชิมปริศนา ให้เสร็จทันเวลาที่กำหนดและครบตามจำนวนนักชิม

<<<กลับหน้าหลัก