ประวัติเชฟเอียน

เชฟเอียนไม่ได้เกิดในครอบครัวที่มีฐานะแต่เกิดในครอบครัวร้านขายข้าวแกง ที่ต้องช่วยคุณแม่ตั้งเช้ามืดทุกวัน โดยไม่มีวันหยุดแม้ซักวัน ซึ่งในช่วงนั้นเป็นช่วงชีวิตที่ตนรู้สึกว่าไม่ชอบกับอาชีพการทำอาหารแม้แต่น้อย และ เฝ้าคิดแต่ว่าอนาคตเราต้องดีกว่านี้ แต่ไม่ใช่ด้วยอาชีพเกี่ยวกับอาหารแน่นอน พออายุเข้า 13 ปี ทางครอบครัวได้หาเงินกู้มาก้อนหนึ่ง เพื่อที่จะส่งไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษในกรุงลอนดอนโดยหวังว่าจะได้การศึกษาและภาษาที่ดีกลับมา ซึ่งในขณะนั้นตนต้องทำงานพิเศษไปพร้อมกับการเรียน และงานแรกที่ทำคือ ล้างจาน เป็นงานที่ทำนานกว่า 3 เดือนและก็ไม่ได้ฝึกภาษาเลย ดังนั้นจึงพยายามก้าวไปเป็นเด็กเสิร์ฟหน้าร้าน ในระหว่างที่เป็นคนเสิร์ฟได้มีโอกาสช่วยเชฟพอล ซึ่งเป็นเชฟใหญ่ เพราะหวังว่าจะได้ฝึกภาษาไปในตัว  และแล้วเมื่อผู้ช่วยเชฟขาดงานไม่มาทำงาน เชฟพอล(หัวหน้าเชฟ) จึงให้ตนที่ตอนนั้นเป็นเด็กเสิร์ฟมาช่วยงาน และผู้จัดการจึงได้เสนอให้ตนไปเรียนการทำอาหารมาก่อนเพื่อมาทำงานในหน้าที่เชฟอย่างจึงจัง แต่ระหว่างเรียนนี้เกิดประสบอุบัติเหตุจึงไม่สามารถเรียนจบได้ และตัดสินใจบินไปประเทศออสเตเรียเพื่อไปช่วยพี่สาวที่ทำร้านอาหารอยู่ที่นั่นแทน ซึ่งช่วงนี้ก็ได้มีโอกาสฝึกฝนการทำอาหาร และหาความรู้ใหม่ ๆ ออกไปเป็นเชฟตามที่ต่าง ๆ จากประเทศออสเตเรียไปจนถึงประเทศฝรั่งเศส ต่อมาหลังจากนั้นจึงได้เดินทางกลับประเทศไทยมาเป็นเชฟอยู่ที่โรงแรมระดับห้าดาวในตำแหน่งเดมี่เชฟที่มีฐานเงินเดือนแค่ 8,000 บาท เพื่อหาประสบการณ์ใหม่ค่อยก้าวหน้าไปที่ละตำแหน่ง ทั้งนี้ยังถูกส่งไปแข่งขันรายการ International Cooking Competition สามารถเอาชนะตัวเต็งจากสิงค์โปร ได้ที่ 1 มา เลื่อนตำแหน่งจนมาสู่ตำแหน่ง Executive Chef แต่เป้าหมายยังไม่สูงสุด เพราะ ต้องหาหนทางของตัวเองให้ได้ ซึ่งบทสรุปจึงไปอยู่ที่การเปิดร้านเป็นของตัวเองในท่ามกลางเสียงคัดค้านจากคนรอบตัว เชฟเอียน เล่าต่อว่า หลังจากที่มีความคิดต้องการเปิดร้านอาหารนั้น จึงเดินทางไปเปิดร้านอาหารที่นิวยอร์ก เป็นร้านแรกในชื่อร้าน Kittichai Restaurant ในช่วง 6 เดือนแรกเป็นช่วงที่ทำลำบากมาก ทั้งเรื่องคนงานที่มาๆ หยุดๆ ทั้งเรื่องของกฎหมายท้องถิ่นทำให้ท้อมากจนโทรกลับมาคุยกับคุณแม่ และคุณแม่ก็ให้กำลังใจลูกอย่างมาก ซึ่งจากอุปสรรค์เหล่านี้ทำให้ต้องกลับมาสู่ต่อโดยทำความเข้าใจกฎหมายให้ชัดเจน แล้วมุ่งไปที่อาหารตามความต้องการของคนในท้องถิ่น นำเสนอในสไตล์ของตนเองที่ต่างออกไป จนทำให้ลูกค้าบอกปากต่อปากจบได้รับการยกย่องผ่านนิตยสาร Conde’ Nast Traveller ให้เป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดในกรุงนิวยอร์ก พร้อมกับรางวัล The Best Asian Restaurant ปี 2005 จนโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

จากอาหารที่ไม่เหมือนใครทำให้กลายเป็นที่นิยมของกลุ่มผู้บริโภคอย่างกว้างขาวงจนขยายสาขากว่า 14 สาขาทั่วโลกดังนี้

1.ในประเทศไทย 7 สาขา -ร้าน HYDE&Seek ,Peek-a-Boo -น้ำซ่าส์ บอทเทอลิ่ง ทรัสต์ Namsaah Bottling Trust ซอยสีลม 7 -ห้องอาหาร smith สุขุมวิท 49 2.ในต่างประเทศ – spot dessert bar  เป็นร้านขนมหมดเลย – มุมไบ อินเดีย โรงแรมอินเตอร์คอน ซึ่งร้านทั้งหมดนี้ จะมีดีไซน์ที่ต่างกันออกไป ทั้งตัวอาหาร และทั้งตัวร้าน โดยมีจุดสำคัญของธุรกิจอยู่ 3 ประการ คือ 1.ต้องเข้าใจ ภูมิประเทศ วัฒนธรรมประเพณี  เข้าใจความต้องการผู้บริโภคในท้องถิ่นนั้น 2.อาหารที่นำเสนอประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ไม่เหมือนใคร และ 3.ทีมงานที่เข้มแข่ง และเป็นหนึ่งเดียว เชฟเอียน กล่าวทิ้งท้าย สำหรับผู้ที่สนใจทำธุรกิจร้านอาหารให้ประสบความสำเร็จแบบเชฟเอียนนั้น สิ่งที่สำคัญคือ ควรมีความชัดเจนของอาหารว่าจะโชว์อะไรเป็นจุดขาย ต้องมีระบบที่ดีโดยต้องศึกษาหาความรู้และวางแผนให้เป็นระบบ ต้องมีทีมงานที่รู้จักหน้าที่ของตนเอง และต้องมีความมุมานะ จงทำต่อไปให้ดีขึ้นกว่าเดิม

<<<กลับหน้าหลัก