ประวัติเชฟเอียน

เชฟเอียนไม่ได้เกิดในครอบครัวที่มีฐานะแต่เกิดในครอบครัวร้านขายข้าวแกง ที่ต้องช่วยคุณแม่ตั้งเช้ามืดทุกวัน โดยไม่มีวันหยุดแม้ซักวัน ซึ่งในช่วงนั้นเป็นช่วงชีวิตที่ตนรู้สึกว่าไม่ชอบกับอาชีพการทำอาหารแม้แต่น้อย และ เฝ้าคิดแต่ว่าอนาคตเราต้องดีกว่านี้ แต่ไม่ใช่ด้วยอาชีพเกี่ยวกับอาหารแน่นอน พออายุเข้า 13 ปี ทางครอบครัวได้หาเงินกู้มาก้อนหนึ่ง เพื่อที่จะส่งไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษในกรุงลอนดอนโดยหวังว่าจะได้การศึกษาและภาษาที่ดีกลับมา ซึ่งในขณะนั้นตนต้องทำงานพิเศษไปพร้อมกับการเรียน และงานแรกที่ทำคือ ล้างจาน เป็นงานที่ทำนานกว่า 3 เดือนและก็ไม่ได้ฝึกภาษาเลย ดังนั้นจึงพยายามก้าวไปเป็นเด็กเสิร์ฟหน้าร้าน ในระหว่างที่เป็นคนเสิร์ฟได้มีโอกาสช่วยเชฟพอล ซึ่งเป็นเชฟใหญ่ เพราะหวังว่าจะได้ฝึกภาษาไปในตัว  และแล้วเมื่อผู้ช่วยเชฟขาดงานไม่มาทำงาน เชฟพอล(หัวหน้าเชฟ) จึงให้ตนที่ตอนนั้นเป็นเด็กเสิร์ฟมาช่วยงาน และผู้จัดการจึงได้เสนอให้ตนไปเรียนการทำอาหารมาก่อนเพื่อมาทำงานในหน้าที่เชฟอย่างจึงจัง แต่ระหว่างเรียนนี้เกิดประสบอุบัติเหตุจึงไม่สามารถเรียนจบได้ และตัดสินใจบินไปประเทศออสเตเรียเพื่อไปช่วยพี่สาวที่ทำร้านอาหารอยู่ที่นั่นแทน ซึ่งช่วงนี้ก็ได้มีโอกาสฝึกฝนการทำอาหาร และหาความรู้ใหม่ ๆ ออกไปเป็นเชฟตามที่ต่าง ๆ จากประเทศออสเตเรียไปจนถึงประเทศฝรั่งเศส ต่อมาหลังจากนั้นจึงได้เดินทางกลับประเทศไทยมาเป็นเชฟอยู่ที่โรงแรมระดับห้าดาวในตำแหน่งเดมี่เชฟที่มีฐานเงินเดือนแค่ 8,000 บาท เพื่อหาประสบการณ์ใหม่ค่อยก้าวหน้าไปที่ละตำแหน่ง ทั้งนี้ยังถูกส่งไปแข่งขันรายการ International Cooking Competition สามารถเอาชนะตัวเต็งจากสิงค์โปร ได้ที่ 1 มา เลื่อนตำแหน่งจนมาสู่ตำแหน่ง Executive Chef แต่เป้าหมายยังไม่สูงสุด เพราะ ต้องหาหนทางของตัวเองให้ได้ ซึ่งบทสรุปจึงไปอยู่ที่การเปิดร้านเป็นของตัวเองในท่ามกลางเสียงคัดค้านจากคนรอบตัว เชฟเอียน เล่าต่อว่า หลังจากที่มีความคิดต้องการเปิดร้านอาหารนั้น จึงเดินทางไปเปิดร้านอาหารที่นิวยอร์ก เป็นร้านแรกในชื่อร้าน Kittichai Restaurant ในช่วง 6 เดือนแรกเป็นช่วงที่ทำลำบากมาก ทั้งเรื่องคนงานที่มาๆ หยุดๆ ทั้งเรื่องของกฎหมายท้องถิ่นทำให้ท้อมากจนโทรกลับมาคุยกับคุณแม่ และคุณแม่ก็ให้กำลังใจลูกอย่างมาก ซึ่งจากอุปสรรค์เหล่านี้ทำให้ต้องกลับมาสู่ต่อโดยทำความเข้าใจกฎหมายให้ชัดเจน แล้วมุ่งไปที่อาหารตามความต้องการของคนในท้องถิ่น นำเสนอในสไตล์ของตนเองที่ต่างออกไป จนทำให้ลูกค้าบอกปากต่อปากจบได้รับการยกย่องผ่านนิตยสาร Conde’ Nast Traveller ให้เป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดในกรุงนิวยอร์ก พร้อมกับรางวัล The Best Asian Restaurant ปี 2005 จนโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

จากอาหารที่ไม่เหมือนใครทำให้กลายเป็นที่นิยมของกลุ่มผู้บริโภคอย่างกว้างขาวงจนขยายสาขากว่า 14 สาขาทั่วโลกดังนี้

1.ในประเทศไทย 7 สาขา -ร้าน HYDE&Seek ,Peek-a-Boo -น้ำซ่าส์ บอทเทอลิ่ง ทรัสต์ Namsaah Bottling Trust ซอยสีลม 7 -ห้องอาหาร smith สุขุมวิท 49 2.ในต่างประเทศ – spot dessert bar  เป็นร้านขนมหมดเลย – มุมไบ อินเดีย โรงแรมอินเตอร์คอน ซึ่งร้านทั้งหมดนี้ จะมีดีไซน์ที่ต่างกันออกไป ทั้งตัวอาหาร และทั้งตัวร้าน โดยมีจุดสำคัญของธุรกิจอยู่ 3 ประการ คือ 1.ต้องเข้าใจ ภูมิประเทศ วัฒนธรรมประเพณี  เข้าใจความต้องการผู้บริโภคในท้องถิ่นนั้น 2.อาหารที่นำเสนอประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ไม่เหมือนใคร และ 3.ทีมงานที่เข้มแข่ง และเป็นหนึ่งเดียว เชฟเอียน กล่าวทิ้งท้าย สำหรับผู้ที่สนใจทำธุรกิจร้านอาหารให้ประสบความสำเร็จแบบเชฟเอียนนั้น สิ่งที่สำคัญคือ ควรมีความชัดเจนของอาหารว่าจะโชว์อะไรเป็นจุดขาย ต้องมีระบบที่ดีโดยต้องศึกษาหาความรู้และวางแผนให้เป็นระบบ ต้องมีทีมงานที่รู้จักหน้าที่ของตนเอง และต้องมีความมุมานะ จงทำต่อไปให้ดีขึ้นกว่าเดิม

<<<กลับหน้าหลัก

ความเป็นมาเชฟกระทะเหล็ก(part3)

ความเป็นมาเชฟกระทะเหล็ก(part3)

แบบที่ 5

ช่วงเชฟกระทะเหล็ก

เชฟผู้ท้าชิงจะต้องแข่งขันทำอาหารกับเชฟกระทะเหล็กประจำรายการ โดยผู้ท้าชิงมีสิทธิ์เลือกว่าต้องการอยากประลองยุทธ์กับเชฟกระทะเหล็กท่านใด โดยทั้งสองฝ่ายจะมีวัตถุดิบหลักและจะมีเวลาในการแข่งขัน 60 นาที เป็นตัวกำหนดสำหรับการแข่งขัน โดยภายใน 20 นาทีแรกนั้น เชฟทั้งสองฝ่ายจะต้องทำอาหาร 1 เมนู ให้เสร็จเรียบร้อย พร้อมเสิร์ฟด้วยตนเองให้กับคณะกรรมการได้ชิมกันจานต่อจาน โดยคณะกรรมการ 3 คน จะทำการชิมพร้อมกับแสดงความคิดเห็นและให้คะแนนกันแบบระบบเวลาจริงเลย มีคะแนนส่วนนี้ให้ 5 คะแนน ถ้าทำไม่ทัน คะแนนส่วนนี้จะเป็น 0 คะแนนโดยทันที จากนั้นอีก 40 นาทีที่เหลือเชฟทั้งสองฝ่าย ต้องรังสรรค์อย่างน้อย 4 เมนูให้เสร็จทันเวลา และคณะกรรมการ 3 คน ทำการให้คะแนน โดยจะพิจารณาจากคะแนนด้านรสชาติความอร่อย 10 คะแนน, ด้านความสวยงามและความคิดสร้างสรรค์ 5 คะแนน และด้านความสามารถในการดึงรสชาติของวัตถุดิบหลัก 5 คะแนน

แบบที่ 6

ใช้ในวันที่ 8 กรกฎาคม – 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ช่วง World Ingredient ภารกิจตามล่าวัตถุดิบสุดขอบโลก

ในช่วงนี้ จะมีลักษณะคล้ายกับช่วงประชันวัตถุดิบในรูปแบบที่ 3 แต่จะเป็นการให้พิธีกรร่วม 2 ท่านคือ เบญจพล เชยอรุณ  และชล วจนานนท์ มานำเสนอวัตถุดิบที่จะให้ประธานสันติเป็นผู้คัดเลือก เพื่อนำมาใช้ในการแข่งขัน และผู้ชมทางบ้านจะสามารถร่วมสนุกว่าประธานสันติจะเลือกวัตถุดิบชนิดใด เพื่อชิงบัตรกำนัลมูลค่า 10,000 บาท

ช่วงเชฟกระทะเหล็ก

เชฟผู้ท้าชิงจะต้องแข่งขันทำอาหารกับเชฟกระทะเหล็กประจำรายการ โดยผู้ท้าชิงมีสิทธิ์เลือกว่าต้องการอยากประลองยุทธ์กับเชฟกระทะเหล็กท่านใด (เชฟกระทะเหล็ก อาหารไทย, เชฟกระทะเหล็ก อาหารญี่ปุ่น, เชฟกระทะเหล็ก อาหารตะวันตก แนวอินโนเวทีฟ, เชฟกระทะเหล็ก อาหารจีนร่วมสมัย, เชฟกระะทะเหล็ก อาหารหวาน, เชฟกระทะเหล็ก อาหารเอเชี่ยนทวิสต์คิวชีน และเชฟกระทะเหล็ก อาหารยุโรป) โดยทั้งสองฝ่ายจะมีวัตถุดิบหลักและจะมีเวลาในการแข่งขัน 60 นาที เป็นตัวกำหนดสำหรับการแข่งขัน โดยภายใน 20 นาทีแรกนั้น เชฟทั้งสองฝ่ายจะต้องทำอาหาร 1 เมนู ให้เสร็จเรียบร้อย พร้อมเสิร์ฟด้วยตนเองให้กับคณะกรรมการได้ชิมกันจานต่อจาน โดยคณะกรรมการ 3 คน จะทำการชิมพร้อมกับแสดงความคิดเห็นและให้คะแนนกันแบบระบบเวลาจริงเลย มีคะแนนส่วนนี้ให้ 5 คะแนน ถ้าทำไม่ทัน คะแนนส่วนนี้จะเป็น 0 คะแนนโดยทันที จากนั้นอีก 40 นาทีที่เหลือเชฟทั้งสองฝ่าย ต้องรังสรรค์อย่างน้อย 4 เมนูให้เสร็จทันเวลา และคณะกรรมการ 3 คน ทำการให้คะแนน โดยจะพิจารณาจากคะแนนด้านรสชาติความอร่อย 10 คะแนน, ด้านความสวยงามและความคิดสร้างสรรค์ 5 คะแนน และด้านความสามารถในการดึงรสชาติของวัตถุดิบหลัก 5 คะแนน

ปัจจุบัน (แบบที่ 7)

ช่วงเชฟกระทะเหล็ก

เชฟผู้ท้าชิงจะต้องแข่งขันทำอาหารกับเชฟกระทะเหล็กประจำรายการ โดยผู้ท้าชิงมีสิทธิ์เลือกว่าต้องการอยากประลองยุทธ์กับเชฟกระทะเหล็กท่านใด (เชฟกระทะเหล็ก อาหารไทย, เชฟกระทะเหล็ก อาหารญี่ปุ่น, เชฟกระทะเหล็ก อาหารตะวันตก แนวอินโนเวทีฟ, เชฟกระทะเหล็ก อาหารจีนร่วมสมัย, เชฟกระะทะเหล็ก อาหารหวาน, เชฟกระทะเหล็ก อาหารเอเชี่ยนทวิสต์คิวชีน และเชฟกระทะเหล็ก อาหารยุโรป) โดยทั้งสองฝ่ายจะมีวัตถุดิบหลักและจะมีเวลาในการแข่งขัน 60 นาที เป็นตัวกำหนดสำหรับการแข่งขัน เชฟทั้งสองฝ่ายจะต้องรังสรรค์ 5 เมนู ให้เสร็จทันเวลา จากนั้นเมื่อผ่านไป 45 นาที จะมีวัตถุดิบปริศนา ซึ่งเชฟทั้งสองฝ่ายจะต้องนำวัตถุดิบปริศนามาใช้ทำอาหารเป็นวัตถุดิบหลัก 1 เมนูจาก 5 เมนู (มีเพียงเทปวันที่ 11 และ 18 พฤศจิกายน 2560 ที่ใช้กติกาจากรูปแบบรายการแบบที่ 4 คือเชฟทั้งสองฝ่ายจะต้องนำวัตถุดิบปริศนานำมาประกอบการรังสรรค์อย่างน้อย 1 เมนูจาก 5 เมนู) และคณะกรรมการ 3 คน ทำการให้คะแนน ซึ่งในรูปแบบนี้จะเป็นการให้คะแนนแบบที่กรรมการจะไม่ทราบก่อนว่าเมนูจานไหนเป็นของเชฟท่านใด โดยกรรมการทั้งสามจะเก็บตัวในระหว่างที่เชฟทั้งสองทำการรังสรรค์เมนู และเมื่อเข้าสู่ช่วงการตัดสิน เชฟทั้งสองจะถูกนำไปเก็บตัวและดูการตัดสินผ่านทางจอมอนิเตอร์ และอาหารของเชฟทั้งสองจะถูกเสิร์ฟให้แก่คณะกรรมการทำการตัดสิน โดยจะใช้อักษร A และ B ในการแทนตัวเชฟผู้ท้าชิงและเชฟกระทะเหล็ก ซึ่งเกณฑ์การตัดสินจะพิจารณาจากคะแนนด้านรสชาติความอร่อย 10 คะแนน, ด้านความสวยงามและความคิดสร้างสรรค์ 5 คะแนน, ด้านความสามารถในการดึงรสชาติของวัตถุดิบหลัก 5 คะแนน และ ด้านความสามารถในการใช้วัตถุดิบปริศนาประกอบในเมนูที่รังสรรค์อีก 5 คะแนน

<<<กลับหน้าหลัก

ความเป็นมาเชฟกระทะเหล็ก(part2)

ความเป็นมาเชฟกระทะเหล็ก(part2)

ช่วงเชฟกระทะเหล็ก

เชฟผู้ท้าชิงจะต้องแข่งขันทำอาหารกับเชฟกระทะเหล็กประจำรายการ โดยผู้ท้าชิงมีสิทธิ์เลือกว่าต้องการอยากประลองยุทธ์กับเชฟกระทะเหล็กท่านใด  โดยทั้งสองฝ่ายจะมีวัตถุดิบหลักและเวลาเป็นตัวกำหนดสำหรับการแข่งขัน มีการนำเสนอ, การแสดงความคิดเห็น และการตัดสิน หลังผู้ท้าชิงและเชฟกระทะเหล็ก ทำอาหารเสร็จเรียบร้อย จะต้องนำเสนออาหารของตัวเองต่อกรรมการก่อนชิม จากนั้นคณะกรรมการจะทำการแสดงความคิดเห็น พร้อมตัดสินว่า…อาหารจานใดระหว่าง เชฟผู้ท้าชิง หรือ เชฟกระทะเหล็ก จะมีรสชาติชนะใจกรรมการ ในกรณีที่ผลการแข่งขันเสมอกัน จะมีการแข่งขันแบบต่อเวลาพิเศษอีก 30 นาที โดยเชฟทั้งสองฝ่ายจะต้องทำอาหารเพิ่มขึ้นอีก 1 เมนู โดยใช้วัตถุดิบพิเศษที่รายการกำหนดไว้ให้

ช่วงโรงเรียนกระทะเหล็ก

เชฟกระทะเหล็ก จะมาสาธิตการทำอาหารให้แก่ดารารับเชิญและผู้ชมทางบ้านที่สมัครเข้ารวมรายการ รวม 6 ท่าน หรืออาจจะมากกว่านั้น และทุกวันพุธสุดท้ายของแต่ละเดือน เชฟผู้ท้าชิงที่เคยแข่งขันในรายการ จะมาสาธิตการทำอาหารแทนเชฟกระทะเหล็ก หลังจากนั้นจะเลือกผู้ร่วมรายการ 2 ท่าน มาทำอาหารตามเชฟกระทะเหล็กหรือเชฟผู้ท้าชิงที่เคยแข่งขันในรายการ ซึ่งผู้ร่วมรายการที่เหลือ 4 คน จะทำการชิมและให้คะแนนว่าอาหารที่คนไหนทำ อร่อยกว่ากัน คนที่ได้คะแนนมากกว่า จะได้เป็น นักเรียนดีเด่น และได้รับประกาศนียบัตรเป็นของที่ระลึก

แบบที่ 3

ประชันวัตถุดิบ

จะมีวัตถุดิบ 2 ชนิดออกมาให้ได้ชมกัน โดยหนึ่งในนั้นจะเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้แข่งในวันนั้นจริงๆ หรือบางครั้งอาจจะไม่เกี่ยวกับวัตถุดิบเลย แต่จะเป็นการทำอาหารให้แขกรับเชิญได้รับประทานกัน โดยจะมี เชฟประสพโชค ตระกูลแพทย์ เชฟบรรณ บริบูรณ์ เชฟธัชพล ชุมดวง สลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมา สัปดาละ 2 คนเพื่อเป็นตัวแทนและนำเสนอวัตถุดิบอย่างละฝ่าย พร้อมทั้งทำอาหารจากวัตถุดิบนั้นๆ ให้กับแขกรับเชิญได้รับประทานด้วย

ช่วงเชฟกระทะเหล็ก

เชฟผู้ท้าชิงจะต้องแข่งขันทำอาหารกับเชฟกระทะเหล็กประจำรายการ โดยผู้ท้าชิงมีสิทธิ์เลือกว่าต้องการอยากประลองยุทธ์กับเชฟกระทะเหล็กท่านใด (เชฟกระทะเหล็ก อาหารไทย, เชฟกระทะเหล็ก อาหารญี่ปุ่น, เชฟกระทะเหล็ก อาหารตะวันตก และ เชฟกระทะเหล็ก อาหารจีน) โดยทั้งสองฝ่ายจะมีวัตถุดิบหลักและเวลาเป็นตัวกำหนดสำหรับการแข่งขัน (เวลาที่กำหนดในการแข่งขัน คือ 60 นาที) มีการนำเสนอ, การแสดงความคิดเห็น และการตัดสิน หลังผู้ท้าชิงและเชฟกระทะเหล็ก ทำอาหารเสร็จเรียบร้อย จะต้องนำเสนออาหารของตัวเองต่อกรรมการก่อนชิม จากนั้นคณะกรรมการจะทำการแสดงความคิดเห็น พร้อมตัดสินว่า…อาหารจานใดระหว่าง เชฟผู้ท้าชิง หรือ เชฟกระทะเหล็ก จะมีรสชาติชนะใจกรรมการ ในกรณีที่ผลการแข่งขันเสมอกัน อาจจะมีการแข่งขันแบบต่อเวลาพิเศษอีก 30 นาที โดยเชฟทั้งสองฝ่ายจะต้องทำอาหารเพิ่มขึ้นอีก 1 เมนู โดยใช้วัตถุดิบพิเศษที่รายการกำหนดไว้ให้ หรืออาจจะไม่มีการต่อเวลา และคงผลเสมอไว้เช่นเดิม

แบบที่ 4

ช่วงเชฟกระทะเหล็ก

รูปแบบจะคล้ายคลึงกับ เชฟกระทะเหล็ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเชฟทั้งสองฝ่ายจะมีเวลาในการแข่งขัน 60 นาที เหมือนเดิม โดยภายใน 20 นาทีแรกนั้น เชฟทั้งสองฝ่ายจะต้องทำอาหาร 1 เมนู ให้เสร็จเรียบร้อย พร้อมเสิร์ฟด้วยตนเองให้กับคณะกรรมการได้ชิมกันจานต่อจาน โดยคณะกรรมการ 3 คน จะทำการชิมพร้อมกับแสดงความคิดเห็นและให้คะแนนกันแบบระบบเวลาจริงเลย มีคะแนนส่วนนี้ให้ 5 คะแนน ถ้าทำไม่ทัน คะแนนส่วนนี้จะเป็น 0 คะแนนโดยทันที จากนั้นอีก 40 นาทีที่เหลือเชฟทั้งสองฝ่าย ต้องรังสรรค์อย่างน้อย 4 เมนูให้เสร็จทันเวลา ที่มากไปกว่านั้นเพื่อเพิ่มความท้าทายและความกดดันให้กับเชฟทั้งสองฝ่าย ท่านประธานสันติได้เพิ่ม โจทย์พิเศษ ที่สามารถเป็นได้ทั้งวัตถุดิบหรืออุปกรณ์เสริม ซึ่งเชฟทั้งสองฝ่าย ต้องใช้โจทย์พิเศษนี้เป็นองค์ประกอบในเมนูใดเมนูหนึ่งให้ได้นั้นเอง ซึ่งเราจะได้ประหลาดใจไปกับวิธีการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าของเชฟแต่ละท่าน แถมยังได้เห็นถึงจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขา มีคะแนนส่วนนี้ให้ 5 คะแนน และคณะกรรมการ 3 คน ทำการให้คะแนน โดยจะพิจารณาจากคะแนนด้านรสชาติความอร่อย 10 คะแนน, ด้านความสวยงามและความคิดสร้างสรรค์ 5 คะแนน และด้านความสามารถในการดึงรสชาติของวัตถุดิบหลัก 5 คะแนน

ช่วงโรงเรียนกระทะเหล็ก

เชฟกระทะเหล็ก จะมาสาธิตการทำอาหารให้แก่ดารารับเชิญและผู้ชมทางบ้านที่สมัครเข้ารวมรายการ รวม 6 ท่าน หรืออาจจะมากกว่านั้น และทุกวันพุธสุดท้ายของแต่ละเดือน เชฟผู้ท้าชิงที่เคยแข่งขันในรายการ จะมาสาธิตการทำอาหารแทนเชฟกระทะเหล็ก หลังจากนั้นจะเลือกผู้ร่วมรายการ 2 ท่าน มาทำอาหารตามเชฟกระทะเหล็กหรือเชฟผู้ท้าชิงที่เคยแข่งขันในรายการ ซึ่งผู้ร่วมรายการที่เหลือ 4 คน จะทำการชิมและให้คะแนนว่าอาหารที่คนไหนทำ อร่อยกว่ากัน คนที่ได้คะแนนมากกว่า จะได้เป็น นักเรียนดีเด่น และได้รับประกาศนียบัตรเป็นของที่ระลึก

<<<กลับหน้าหลัก

ความเป็นมาเชฟกระทะเหล็ก(part1)

ความเป็นมาเชฟกระทะเหล็ก(part1)

เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย เป็นเกมโชว์การทำอาหาร ออกอากาศทุกวันพุธ เวลา 23.00 น. – 01.00 น. โดยเริ่มอากาศครั้งแรกเมื่อวันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555 ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ตามรูปแบบของรายการ ยุทธการกระทะเหล็ก ที่ออกอากาศครั้งแรกวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2536โดยได้รับลิขสิทธิ์จากบริษัท ฟูจิ ครีเอทีฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับลิขสิทธิ์ในการผลิตรายการนี้ ในอีกหลายภาษา และวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2558 ได้ย้ายเวลาออกอากาศเป็นทุกวันเสาร์ เวลา 12.00 น. – 13.00 น. จนกระทั่งวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2558ได้ปรับเวลาออกอากาศเป็นทุกวันเสาร์ เวลา 11.45 – 12.45 น. และในวันที่1 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 ได้ขยับเวลาออกอากาศเป็น 11.35 – 12.50 น. พร้อมกับเพิ่มเวลาออกอากาศ และช่วงโรงเรียนกระทะเหล็ก ได้ย้ายออกอากาศทุกวันนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00 น. – 10.00 น. โดยใช้ชื่อว่า เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย กับ โรงเรียนกระทะเหล็ก เริ่มออกอากาศ6 เมษายน พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป

รูปแบบของรายการ

อดีต

แบบที่ 1

ช่วงประลองยุทธ์

3 ผู้เข้าแข่งขันที่ได้รับการคัดเลือกจากประธานสรรหาทั้ง 3 ท่าน จะต้องทำการประลองยุทธ์กับทีม เชฟกระทะแหลก ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนมาเป็นแสดงภาพผู้เข้าแข่งขันทั้ง 3 ท่าน เวลาแข่งขัน โดยตัดภาพทีม เชฟกระทะแหลก ออกไป เนื่องจากมีผู้ชมจำนวนมากไม่พอใจเกี่ยวกับท่าทางในการทำอาหารด้าน เซฟกระทะแหลก ผู้เข้าแข่งขันจะได้รับวัตถุดิบหลักในการทำอาหารคนละ 1 อย่างตามจำนวนที่จำกัดไว้ โดยทำการจับฉลากล่วงหน้า ซึ่งผู้เข้าแข่งขัน ก็ไม่สามารถทราบว่า ได้วัตถุดิบอะไร และจะทำอย่างไร ให้วัตถุดิบปริศนาถูกแปลงสภาพมาเป็นอาหารชั้นเลิศตามเวลาที่กำหนดให้ (เวลาที่กำหนดในการแข่งขัน คือ 15 นาที)

ช่วงนักชิมปริศนา

3 ผู้เข้าแข่งขัน จะได้รับโจทย์การทำอาหาร ให้กลุ่มผู้ชิมที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละสัปดาห์ ยกตัวอย่างเช่น “ทำอาหารแคลลอร์รี่ต่ำ” ให้สาวงาม 20 คน หรือ นักมวย 30 คน เป็นต้น ผู้แข่งขันเพียง 1 คน จะได้รับการคัดเลือกเข้าไปเป็น ผู้ท้าชิง กับ เชฟกระทะเหล็กประเทศไทย (เวลาที่กำหนดในการแข่งขัน คือ 20 นาที)

ช่วงเชฟกระทะเหล็ก

เชฟผู้ท้าชิงจะต้องแข่งขันทำอาหารกับเชฟกระทะเหล็กประจำรายการ โดยผู้ท้าชิงมีสิทธิ์เลือกว่าต้องการอยากประลองยุทธ์กับเชฟกระทะเหล็กท่านใด (เชฟกระทะเหล็ก อาหารไทย, เชฟกระทะเหล็ก อาหารญี่ปุ่น, เชฟกระทะเหล็ก อาหารตะวันตก และ เชฟกระทะเหล็ก อาหารจีน) โดยทั้งสองฝ่ายจะมีวัตถุดิบหลักและเวลาเป็นตัวกำหนดสำหรับการแข่งขัน (เวลาที่กำหนดในการแข่งขัน คือ 60 นาที) มีการนำเสนอ, การแสดงความคิดเห็น และการตัดสิน หลังผู้ท้าชิงและเชฟกระทะเหล็ก ทำอาหารเสร็จเรียบร้อย จะต้องนำเสนออาหารของตัวเองต่อกรรมการก่อนชิม จากนั้นคณะกรรมการจะทำการแสดงความคิดเห็น พร้อมตัดสินว่า…อาหารจานใดระหว่าง เชฟผู้ท้าชิง หรือ เชฟกระทะเหล็ก จะมีรสชาติชนะใจกรรมการ ในกรณีที่ผลการแข่งขันเสมอกัน จะมีการแข่งขันแบบต่อเวลาพิเศษอีก 30 นาที โดยเชฟทั้งสองฝ่ายจะต้องทำอาหารเพิ่มขึ้นอีก 1 เมนู โดยใช้วัตถุดิบพิเศษที่รายการกำหนดไว้ให้

แบบที่ 2

ช่วงสรรหาผู้ท้าชิงและเมนูพิเศษเฉพาะตัว

ประธานสรรหาทั้ง 3 คน จะทำการคัดสรรเชฟที่มีฝีมือจากทั่วสารทิศ มาเป็น เชฟผู้ท้าชิง พร้อมกับดารารับเชิญ 3 ท่าน หรืออาจจะมากกว่านั้น ซึ่งเชฟผู้ท้าชิงจะมาทำอาหารเมนูพิเศษตามความถนัดของตนเอง จากแบบทดสอบพิเศษ ซึ่งจะเปลี่ยนไปในแต่ละสัปดาห์ เวลาที่กำหนดในการทำอาหาร คือ 30 นาที โดยจะมีรูปแบบแบบทดสอบพิเศษต่างๆ กันไป ดังนี้

  • แบบเมนูประจำตัว เชฟผู้ท้าชิง จะทำอาหารด้วยวัตถุดิบที่เชฟจัดเตรียมมาสำหรับการนำเสนอเมนูของตัวเองโดยเฉพาะ
  • แบบอาหารตามสั่ง เชฟผู้ท้าชิง จะทำอาหารจากโจทย์วัตถุดิบหลักและโจทย์รูปแบบการทำอาหาร ในไตล์ต่างๆ อาทิเช่น ไทย, จีน, ยุโรป และอื่นๆ ที่ทางรายการกำหนดมาให้ ซึ่งเปรียบเสมือนการรับรายการจากลูกค้าในรูปแบบอาหารตามสั่ง ให้ประธานสรรหาและดารารับเชิญ 3 ท่านชิมกัน
  • แบบ 3 วัตถุดิบปริศนา เชฟผู้ท้าชิง จะทำอาหารจากโจทย์วัตถุดิบปริศนา ที่ทางรายการกำหนดให้จำนวน 3 อย่าง โดยจะต้องชูรสชาติ ของวัตถุดิบลับทั้ง 3 อย่างให้ได้มากที่สุด ในบางครั้งทางรายการจะบอกวัตถุดิบปริศนามาก่อน 1 อย่าง โดยวัตถุดิบปริศนา 2 อย่างที่เหลือ จะถูกเลือกผ่านมาจาก นักช็อปปริศนา ให้ประธานสรรหาและดารารับเชิญ 3 ท่านชิมกัน
  • แบบบอกคำปริศนา เชฟผู้ท้าชิง จะทำอาหารจากโจทย์ปริศนา 1 ประโยคจากบุคคลพิเศษ เพื่อสื่อถึงปริศนานั้น ซึ่งเปรียบเสมือนการเล่าเรื่องราวศิลปะต่างๆ ผ่านจานอาหารนั้นๆ ให้ประธานสรรหาและดารารับเชิญ 3 ท่านชิมกัน
  • แบบเครื่องมือปริศนา เชฟผู้ท้าชิง จะทำอาหารจากโจทย์อุปกรณ์ปริศนา ที่ทางรายการกำหนดให้จำนวน 1 ชิ้น โดยเชฟผู้ท้าชิงต้องใช้อุปกรณ์ปริศนานั้น เป็นอุปกรณ์หลักในการทำอาหาร ให้ประธานสรรหาและดารารับเชิญ 3 ท่านชิมกัน
  • แบบนักชิมปริศนา เชฟผู้ท้าชิง จะต้องทำอาหารจานพิเศษ สำหรับกลุ่มนักชิมปริศนา โดยตอบโจทย์ความต้องการของนักชิมปริศนา ให้เสร็จทันเวลาที่กำหนดและครบตามจำนวนนักชิม

<<<กลับหน้าหลัก

ร้านอาหารไทยชื่อดัง(part2)

โบลาน- Bo.Lan

หนึ่งในร้านอาหารไทยที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ โดยฝีมือเชฟโบคนเก่ง กับความเชื่อที่ว่าจะเลือกใช้วัตถุดิบและเครื่องปรุงรสที่อยู่ในอาณาบริเวณของประเทศไทยเท่านั้น ความแน่วแน่ของเธอทำให้เราอยากแนะนำให้ทุกคน เก็บร้านนี้ไว้ในลิสต์สำหรับโอกาสพิเศษ และเปิดประสบการณ์ลิ้มลองอาหารไทยโบราณที่หลายคนอาจไม่คุ้นหู อาทิ งบกุ้ง ขนมโค โกสุ้ย ยาดองม้ากระทืบโรง และแกงกุระหม่าไก่บ้าน

Bangkok Bold Cooking Studio

โรงเรียนทำอาหารที่รวม Chef’s Table สุดไพรเวทเอาไว้ ส่วนฝีมือก็เด็ดดวงถึงขนาดเคยทำอาหารให้ Ban Ki Moon มาแล้ว ใครอยากทานต้องจองล่วงหน้าเท่านั้นนะ แต่ถ้าอยากเข้าคลาสทำอาหารก็เข้าไปดูรายละเอียดในแฟนเพจได้เลย

บ้าน

ร้านชื่อบ้านๆ แต่รสชาติไม่บ้านนะจ๊ะ เสิร์ฟอาหารไทยสไตล์โฮมมี่โดยเชฟต้น ในบรรยากาศชิลล์ๆ เรารับรองว่าอาหารถูกปากชัวร์ อย่าลืมลองไข่พะโล้ต้มแซ่บนะ

Soul Food Mahanakorn

ถึงแม้ว่าจะอยู่ในทองหล่อ และดูเหมือนจะเป็นร้านสำหรับชาวต่างชาติ แต่ร้านห้องแถวแห่งนี้เด็ดทั้งอาหารและค็อกเทล ในราคาที่เป็นมิตรเกิดคาดมากขอบอก! ป.ล. เดือนนี้มีเมนูไข่มดแดงนะ ใครที่ชอบต้องไปโดน

ก๋วยเตี๋ยวกั้งบ้านเพ

ถ้าพูดถึงก๋วยเตี๋ยวกั้งที่โด่งดังสุดๆ แล้ว คงหนีไม่พ้นร้านประจำของจังหวัดระยองแห่งนี้ โชคดีที่ไม่ต้องอดใจรอและไปกินถึงระยองแล้วนะ กั้งตัวโตในน้ำซุปต้มยำสีจัดจ้านบ่งบอกถึงความแซ่บ แค่ดูรูปก็น้ำลายหกแล้ว
Lay Lao

ร้านอาหารอีสานติดแอร์+ ซีฟู้ดรสแซ่บ กลางซอยอารีย์ที่เรารับประกันความอร่อยทุกเมนู แถมไม่ต้องเช็ดเหงื่อกินในอากาศร้อนๆ ด้วยนะไปลองซะ เด็ด

The Never Ending Summer

อาหารไทยยอดฮิตในโครงการ The Jam Factory ซ่อนอยู่ในโกดังเก่า ในร้านบรรยากาศดิบๆ ชิค เสิร์ฟอาหารหน้าตาหน้าลิ้มลองทุกเมนู ที่สำคัญมีอาหารไทยตำรับชาววังที่หาชิมได้ยากพร้อมเสิร์ฟอีกด้วย รี้านดีๆแบบนี้เหมาะแก่การนัดเพื่อนมามีตติ้งหลังเลิกงานกันนะว่าไหม

เพลินวานพาณิชย์

ไม่ต้องไปไกลถึงหัวหิน เพราะความวินเทจแบบไทย-จีนโอลสกูลนั้นมาอยู่ในกรุงเทพฯ ถึงสามสาขาแล้ว เมนูไทยๆ มีให้เลือกทานเพียบ ก้าวขาเข้าไปในร้านเราว่าทุกคนต้องคิดถึงวันเก่า

Somtum Der

อาจจะดูเหมือนเป็นร้านส้มตำทั่วไปที่อยู่ในซอยศาลาแดง แต่ส้มตำเด้อสาขานิวยอร์คเขาได้ดีกรีติดดาวมิชลินเลยนะ สั่งตำถาด ลาบทอด และต้มแซ่บมาลองซะ ณ บัดนาว! ที่ร้านเค้ามีน้ำซอสส้มตำไทยสำเร็จรูปพร้อมขายแล้วนะ ใครอยากไปตำกินเองที่บ้าน หรือซื้อเป็นของฝากให้เพื่อนต่างชาติก็เข้าท่าดีนะ

ไก่ย่างเสือใหญ่

ใครจะไปคิดว่าร้านในโครงการเดียวกันกับ Rocket S49 จะแซ่บอีหลีขนาดนี้ ก็ไก่ย่างสูตรพิเศษของทางร้านที่หมักเครื่องจนกรอบนอกนุ่มใน หนังเกรียมเบาๆ สั่งไก่ย่างแล้วอย่าลืมสั่งตำข้าวโพดมาด้วย รับประกันว่าต้องติดใจกลับมาอีกซ้ำๆ

ร้านอาหารไทยชื่อดัง(part1)

อรรถรส

อาหารไทยโบราณอรรถรส เกิดจากความตั้งใจของคุณกิฟท์ กัญจนิดา ตันติสุนทร ที่ได้ไปร่ำเรียนการทำอาหารไทยตำรับโบราณกับอาจารย์ ศรีสมร คงพันธุ์ ซึ่งทั้งคู่ต้องการสืบทอดอาหารไทยโบราณให้อยู่คู่คนไทยต่อไป เราได้ลองกินแสร้งว่ากุ้งเป็นครั้งแรก เมนูยำที่ซ่อนความเผ็ดร้อนไว้อย่างแนบเนียน รวมถึงเมี่ยงคำบัวหลวง ที่เสิร์ฟมาอย่างสวยงามในกลีบดอกบัว ทีเด็ดอีกอย่างคืออรรถรสฟรายส์  มะรุมทอดกรุบกรอบเหมือนมันฝรั่งทอดแต่เฮลท์ตี้กว่า อย่าลืมสั่งน้ำสรรพรส ที่ผสมผสานระหว่างกระชายและเสารสมาจิบให้สดชื่นด้วยนะ

ศรีตราด

“จากโกงกางสู่กลางกรุง” คือคำโปรยของ ศรีตราด ร้านอาหารตะวันออกแท้ๆ จากจ.ตราด ที่รังสรรค์อาหารอร่อยกว่า 20 เมนูด้วยสูตรที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เอกลักษณ์ของอาหารภูมิภาคนี้คือส่วนผสมสมุนไพร ความจัดจ้านของเครื่องแกง และรสชาติที่ติดหวานนิดหน่อย เราตกหลุมรักแกงหมูชะมวง  ที่เข้มข้นกำลังดี ทานกับข้าวสวยร้อนๆ แล้วฟินอย่าบอกใคร ควรสั่งปูนิ่มทอดกระเทียมพริกไทย และหลนปูไข่ทั้งตัวมาเคียงด้วย ส่วนเครื่องดื่มก็มีค็อกเทลแบบจริงจัง กินดีดื่มดีในที่เดียวเลย

Siam Spring Bistro

อาหารไทยแท้สูตรต้นตำรับจาก Praya Palazzo มาหาทานได้ในสาทรแล้วนะ ที่เปลี่ยนไปคือบรรยากาศที่สวยและคลาสสิคมากๆ ใครอยากลิ้มรสอาหารไทยแสนอร่อย ในราคาน่าคบหา นัดเพื่อน พาครอบครัวมาอิ่มอร่อยกันได้ที่นี่

บ้านใน

หาโอกาสไปจัด staycation ที่โรงแรมบูติกสไตล์โคโลเนียล พร้อมจัดเมนูหมี่กรอบบ้านใน ข้าวยำบูดู หมูกะปิสามพราน ฯลฯ อยากบอกว่าเซ็ตข้าวแช่พร้อมเสิร์ฟแล้วนะสำหรับซัมเมอร์นี้

ปรายระย้า

ตามชิมอาหารพื้นเมืองภูเก็ตจากร้านดังย่านสุขุมวิท ท่ามกลางบรรยากาศดีๆ ตกแต่งสวยงามวินเทจสุดๆ ขอบอกเลยว่า แกงเนื้อปูใบชะพลูชนะเลิศ

เออ

ว่างๆ ก็ข้ามไปฝั่งเมืองเก่ากันบ้างนะ เพราะมี คาเฟ่ มิวเซียม และร้านอาหารอร่อยๆ ฝังตัวอยู่เพียบ หนึ่งในนั้นก็ “เออ” นี่แหละ นอกจาบรรยากาศภายในร้านจะมีกลิ่นอายสไตล์วินเทจอยู่แล้ว ยังผสมผสานความโมเดิร์นผ่านอาหารไทยประยุกต์รสชาติกลมกล่อม เค้ามีเมนูแปลกๆ เด็ดๆ ให้ลองทานเพียบ ค็อกเทลเค้าก็เข้าท่านะ

Phuket Town Restaurant

ย้อนกลับไปเมืองเก่าภูเก็ตในบรรยากาศบ้านสีสันสดใส กับเมนูปักษ์ใต้ที่เราชื่นชอบอย่าง คั่วกลิ้งภูเก็ต มัสหมั่นแก้วตา หมูคั่วเกลือ ส่วนคนชอบทานชีสอย่าลืมลอง Marshmallow Cheese Milkshake รับรองติดใจ ใครอยากจิบค็อกเทลภูเก็ตบนรถสองแถวที่เค้าจำลองมาไว้ก็ไปลิ้มลองกันได้นะ

ภูเก็ตทาวน์

ใครอยากลองอาหารใต้รสจัดจ้านสไตล์ชุมพรก็ตามมา ที่นี่เค้าไม่ได้มีดีแค่คั่วกลิ้งนะ ยังมีสะตอผัดซีอิ้วกุ้ง ปลาทอดขมิ้น แกงไตปลา หร่อยแรง! ฮอตฮิตถึงขั้นเปิดต้อนรับลูกค้ากว่า 3 สาขาแล้ว ใกล้บ้านใครก็แวะไปที่ซอยราชครู ซอยสายลม และซอยทองหล่อ เค้ามีบริการส่งแบบเดลิเวอร์รี่ด้วยนะ

คราม

วันที่อากาศดี ไปนั่งปูเสื่อทานอาหารไทย และนั่งดริ้งค์ไปด้วยเพลินๆ ในสวนที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ อย่าพลาดแกงคั่วปูใบชะพลูเด็ดขาด!

บ้านผัดไท

ผัดไทปูร่วมสมัยย่านเจริญกรุง เสิร์ฟมาในถาดสังกะสีสุดคลาสสิค แถมได้นั่งอยู่ในร้านบรรยากาศย้อนยุค

<<<กลับหน้าหลัก

รีวิวร้านอาหาร(part2)

Patara Fine Thai Cuisine ทองหล่อ

“ร้านอาหารไทยตำรับชาววัง รูปแบบ Fine dining ในเครือ S&P ย่านใจกลางเมือง กับบรรยากาศแบบ Exclusive ไว้มารับประทานในโอกาศพิเศษ ๆ บรรยากาศในร้านยังเป็นแบบไทย ๆ และจัดร้านกว้างขวาง ไม่รู้สึกว่าอัดโต๊ะเก้าอี้จนแน่นเกินไป ถ้วยจานชามก็ใช้ดินเผาอย่างดี ซึ่งยิ่งทำให้อาหารแต่ละจานดูน่ากินมากยิ่งขึ้น เมนูแนะนำคือ แกงเนื้อปูใบชะพลูและแกงเผ็ดเป็ดย่าง รสชาติกลมกล่อม อร่อยถูกใจ

เรือนมัลลิการ์ สุขุมวิท 22

“ร้านอาหารไทยในบ้านเก่าที่มีอายุมาแล้วกว่า 200 ปี บรรยากาศร้านตกแต่งแบบไทย ๆ พร้อมสวนร่มรื่นน่านั่งทางร้านคัดสรรวัตถุดิบมาอย่างดี เลือกใช้แต่ของที่ปลอดสารพิษ แล้วที่นี่ยังมีบริการเปิบมืออีกด้วย เพื่อให้เข้าถึงวัฒนธรรมไทยโบราณ เมนูที่แนะนำให้ลองคือ น้ำพริกไข่ปู , ปูก้อนผัดผงกะหรี่ ถูกใจแน่นอน”

2.5k

sala rattanakosin ศาลารัตนโกสินทร์

“บรรยากาศดีแบบต้องร้องขอชีวิต ร้านอาหารและบาร์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่สามารถชมวิวพระปรางค์วัดอรุณฯได้อย่างดื่มด่ำ เหมาะกับมาคุยกันเปลี่ยนบรรยากาศการกินข้าว แนะนำควรมาในช่วงเย็นเพราะจะได้เห็นแสงพระอาทิตย์ยามเย็น จนเลยไปถึงแสงไฟในยามค่ำคืน เมนูห้ามพลาด ปลากะพงสามรส, ทอดมันปลากราย, ยำมะม่วงปูนิ่มทอดกรอบ

เสน่ห์จันทน์

“อาหารไทยรสชาติคนไทย ภายใต้บรรยากาศฝรั่งๆ รสเผ็ดจัดจ้านกำลังดี ร้านตั้งอยู่ตรงตึกสินธร บรรยากาศ เป็น dining room ใหญ่ ๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ไม่อึดอัด รูปภาพถ่ายที่ติดผนังบอกเรื่องราวต่างๆในประเทศไทย ขอแนะนำเมนู แกงคั่วปู กับ ถั่วฝักยาวผัดกะปิ กินกับข้าวสวย ตักแกงราดอีกหน่อย ฟินสุด ๆ

Osha Thai Restaurant & Bar ร่วมฤดี

“ร้านอาหารไทยชื่อดังจาก California ที่มาเปิดร้านสาขาแรกที่เมืองไทยในซอยร่วมฤดีสร้างความโดดเด่นด้วยแนวคิด Authentic Thai cuisine with a molecular twist ที่ชวนให้น่าไปลิ้มลอง ผนวกกับบรรยากาศและการตกแต่งที่ดูหรูหราอลังการกึ่งวัดกึ่งวัง ประตูร้านสูงตระหง่าน ผนังประดับด้วยลวดลายรามเกียรติ์อ่อนช้อย ชฎาทองขนาดใหญ่เหนือบาร์เครื่องดื่ม ในภาพรวมจึงเป็นร้านที่อยากมาลองให้ได้ซักครั้ง เมนูที่แนะนำ Coconut Creme Brulee, พล่ากุ้ง, Aromatic Duck Spring Rolls

ศรีตราด

“ร้านอาหารชื่อดังในซอยสุขุมวิท 33 เป็นร้านที่เสิร์ฟอาหารสูตรภาคตะวันออก สมชื่อร้านศรีตราด ตัวร้านสวยมาก ตกแต่งแนวโบราณ Retro ที่หรูหรา เก้าอี้หนังบุนวมสีเข้ม นั่งสบายแอร์เย็น ภาพตกแต่งผนังและดูมีอะไร เมนูเด็ด: กุ้งลายเสือแซ่บ, หมูสับปลาเค็มตราด, คอหมูหมักข่าทอด

Simmer by Praha

“ร้านอาหารไทยโบราณ ที่ซ่อนตัวอยู่ในอาคารสินธร มีทั้งเมนูที่เป็นเมนูไทยโบราณแท้ ๆ แล้วก็เมนูที่เอาความเป็นไทยมาประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัย ถือว่าเป็นอีกหนึ่งร้านที่ควรค่าแก่การมาลองทานให้ครบทุกเมนู อีกอย่างที่รู้สึกคือ ทางร้านใส่ใจกับอาหารในทุก ๆ จาน ไม่ว่าจะเป็นส่วนประกอบที่เล็กน้อยขนาดไหน ก็ยังมีดีเทลเล็ก ๆในตัวของมันเองเสมอ อาหารที่แนะนำ ปลาทูต้มเค็ม, แกงกะทิรัญจวน, ไข่พะโล้

Charm Eatery and Bar สาธร

“ร้านอาหารสุดพรีเมียมที่มีรสชาติที่จัดจ้าน บวกกับบรรยากาศดี ๆ แบบเป็นกันเอง และการตกแต่งร้านที่สวยงาม บรรยากาศชิลล์เปิดเพลงสากลเพราะ ๆ เหมาะกับการนั่งคุย ถ้ามาร้านนี้แล้วพลาดเมนูซิกเนเจอร์ไปไม่ได้ “ราดหน้าเส้นปลากรอบปลากะพงซอสเต้าซี่ ตัวร้านตั้งอยู่ในซอยสาทร 12

บ้านนวล

“ร้านซุกซ่อนตัวในซอยสามเสน 2 มีความลึกลับกับกลิ่นอายบ้านเก่าย้อนยุคที่ถูกปลุกให้ตื่นด้วยกลิ่นกับข้าวบ้าน ๆ หอมหวล คอนเซปต์ร้านเป็นแบบให้จองมาก่อนเหมือนมากินข้าวบ้านญาติต่างจังหวัด โต๊ะยาวตรงกลางให้มานั่งล้อมวงกินกันแบบจัดเต็ม นั่งแบบสบาย ๆ แนะนำให้มาช่วงเย็น จะไม่ค่อยร้อน เมนูเยอะแบบกินเองจากบ้าน ถูก สด อร่อย จุดเริ่มต้นของร้านนี้เกิดจากความรักการทำอาหารและความแค้นที่ร้านอาหารอื่นให้น้อย ทุกจานเลยจัดเต็ม สะใจค่ะ แนะนำ ไข่เจียวโหระพา, แหนมทอด, น้ำพริกหลนปู และกะพงราดพริก ดีทุกอย่าง

<<<กลับหน้าหลัก

ความเป็นมาของหนังสือสูตรอาหารแม่ครัวหัวป่า(PART3)

ความเป็นมาของหนังสือสูตรอาหารแม่ครัวหัวป่า(PART3)

วิธีทำของรับประทานที่เข้าใจโดยสามัญว่า การหุงต้มทำกับเข้าของกินที่ฉันให้ชื่อตำรานี้ว่า แม่ครัวหัวป่าก์ คือ ปากะศิลปะคฤหะวิทยา ก็เปนสิ่งที่ว่าชี้ความสว่างในทางเจริญของชาติ์มนุษย์ ที่พ้นจากจารีตอันเปนป่าร้ายให้ถึงซึ่งความเปนสิทธิชาติ์มีจารีตความประพฤติ์อันเรียบร้อยหมดจดดีขึ้น

ตำราเรื่องนี้นอกจากฉันได้จดจำทำเอ็งบ้าง ขอต่อท่านพวกพ้องที่รู้ตำราของเก่าเปนส่วนพิเศษบ้าง ถ่ายจากตำราต่างประเทศบ้าง

เดิมท่านผู้หญิงเปลี่ยนมีความตั้งใจจะจัดพิมพ์หนังสือโดย แบ่งสมุดทุกเล่มออกเปนสี่ภาค ภาคหนึ่ง ตำรากับเข้าของกินอย่างไทย ภาค ๒ กับเข้าของกินต่างประเทศ ภาค ๓ ว่าด้วยปานะเครื่องดื่มต่างภาค ๔ ว่าด้วยคฤหะวิทยา ตำราและวิธีพยาบาลสำหรับบ้านเรือนและแพทย์ ตำรายาสำหรับครอบครัวด้วย แต่เมื่อจัดพิมพ์จริง ในแต่ละเล่มมีเฉพาะภาค ๑ เท่านั้น คือ ตำราหรือวิธีทำกับข้าวของกินอย่างไทย ในคำนำเล่มที่ ๒ ท่านผู้หญิงเปลี่ยนจึงได้อรรถาธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ต่อเล่ม ๖ จึงจะลงกับเข้าของกินอย่างเทศที่เปนภาคสอง แลภาคสาม ภาคสี่ในเล่มอื่นต่อไป ใน ๕ เล่มนั้นแล้วจึงหันกลับมาลงกับเข้าของกินอย่างไทย เปนเล่ม ๑๑ ต่อกันไปอิกกว่าจะจบ แต่ความคิดที่ท่านวาดวางไว้ก็มิได้บังเกิดขึ้นจริง หนังสือ แม่ครัวหัวป่าก์ จึงมีเพียง ๕ เล่มเท่านั้น

ในหนังสือแต่ละเล่ม ภายใต้ ภาค ๑ ตำรากับเข้าของกินอย่างไทย ได้แบ่งเป็นเรื่องๆ เรียกว่า บริเฉท ประกอบด้วย ๘ บริเฉท โดยบริเฉทที่ ๑ จะเป็นเรื่องสำคัญๆ ที่ควรรู้ ซึ่งในแต่ละเล่มจะมีเรื่องแตกต่างกันไป ดังในเล่มที่ ๑ เป็นเรื่อง สูปะเพียญชะนะสรณะพลี” การเตรียมสำรับอาหารสำรับเลี้ยงพระ สังเวย ไหว้ครู ถวายเทวดาพระภูมิเจ้าที่ ของเซ่นไหว้ ผีเย่าท้าวเรือน เป็นต้น เล่มที่ ๒ เป็นเรื่อง ความสังเกตเรื่องอาหารการกิน เล่มที่ ๓ เรื่อง เครื่องชั่ง ตวง วัด, เล่ม ๔ เรื่อง ความสะอาด, และเล่มที่ ๕ เป็นเรื่อง จ่ายตลาด

ส่วนบริเฉทอื่นๆ จะเหมือนกัน คือ บริเฉทที่ ๒ หุงต้มเข้า บริเฉทที่ ๓ หุงต้มแกง บริเฉทที่ ๔ กับเข้าของจาน บริเฉทที่ ๕ เครื่องจิ้มผักปลาแกล้ม บริเฉทที่ ๖ ของหวานขนม บริเฉทที่ ๗ ผลไม้ และบริเฉทที่ ๘ เครื่องว่าง

ยกเว้นเล่มที่ ๕ ไม่มีบริเฉทที่ ๘ เพราะขนาดของเล่มคงจะหนาเกินไป

หนังสือชุด แม่ครัวหัวป่าก์ นี้เป็นที่นิยมกันมาก แม้จะขายไม่ใคร่ดีเหมือนหนังสือประโลมโลก แต่ก็มีผู้ขอไปพิมพ์แจกในงานศพก็มาก อีกทั้งอาจจะมีการนำหนังสือไปขายอย่างกลโกง จึงมีวิธีการให้สั่งซื้อล่วงหน้า โดยวางเงินมัดจำไว้ และใช้การประทับตราหนังสือป้องกันการพิมพ์เกิน หรือขโมยไปจำหน่าย ดังในคำนำหนังสือเล่มที่ ๒ ว่าอนึ่ง สมุดตำราแม่ครัวหัวป่าก์นี้ทุกเล่มไป จะได้ประทับตราผลมะเดื่อทรงเครื่องทุกเล่มเปนที่หมายแห่งสมุดที่ได้ออกจำหน่ายไปโดยชอบ ถ้าไม่มีดวงตราประทับในปกในแล้ว สมุดเล่มนั้นเปนอันมิใช่ของที่จำหน่ายโดยบริสุทธิ์

สำหรับคุณค่าของหนังสือชุด แม่ครัวหัวป่าก์ นอกเหนือจากที่ถือว่าเป็นตำรากับข้าวเล่มแรกของไทยแล้ว เนื้อหาในส่วนอื่นๆ ยังมีคุณค่าในฐานะเป็นเกร็ดประวัติศาสตร์ในช่วงยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ไม่ว่าสภาพภูมิประวัติศาสตร์ สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ และสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรสมัยนั้น

นี่ยังไม่นับถึง ตัวตน ที่น่าศึกษาของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ที่ฉายฉานความเป็นหญิงเก่งอย่างน่าทึ่ง ดังปรากฏในทุกตัวอักษรที่ท่านรจนา และทุกเรื่องราว โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ที่ท่านคัดสรรมาประกอบ แม้นเป็นหญิงอยู่ในสังคมที่ชายเป็นใหญ่ หากเก่งจริงเสียแล้วอะไรก็มิอาจบดบังไว้ได้ นี่คือคุณค่าที่น่าศึกษายิ่ง

<<<กลับหน้าหลักhttps://www.blogbogini.com/

ความเป็นมาของหนังสือสูตรอาหารแม่ครัวหัวป่า(PART2)

ความเป็นมาของหนังสือสูตรอาหารแม่ครัวหัวป่า(PART2)

หนังสือชุด แม่ครัวหัวป่าก์ ที่เอนกอ้างถึงนั้น นับว่าเป็นหนังสือหายากชุดหนึ่ง เพราะชุดหนึ่งมีจำนวน ๕ เล่ม ผู้ครอบครองที่เป็นนักเลงหนังสือเก่ามักจะมีไม่ครบ

แต่เหมือนสวรรค์มีตา สำนักพิมพ์ต้นฉบับ ซึ่งมีแนวนโยบายในการจัดพิมพ์หนังสือเก่าในลักษณะเป็นการอนุรักษ์ ได้เสาะหารวบรวมต้นฉบับหนังสือชุด แม่ครัวหัวป่าก์ ได้จนครบ ๕ เล่ม และจัดพิมพ์ซ้ำโดยถ่ายแบบจากต้นฉบับเดิม ครบจำนวนทั้ง ๕ เล่ม บรรจุในกล่องกระดาษแข็งอย่างดี เพื่อเป็นการอนุรักษ์ตำรากับข้าวที่ถือกันว่าเป็นตำรากับข้าวเล่มแรกของคนไทย ทั้งนี้โดยการสนับสนุนของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และสมาคมกิจวัฒนธรรม

โดยก่อนหน้านี้ สำนักพิมพ์ต้นฉบับก็ได้เคยจัดพิมพ์ซ้ำ ประติทินบัตรแลจดหมายเหตุ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ มาแล้ว

ตามชีวประวัติที่สำนักพิมพ์ต้นฉบับ ค้นคว้ารวบรวมตีพิมพ์ไว้ในเล่ม ท่านผู้หญิงเปลี่ยนเป็นภรรยาของเจ้าพระยาภาสกรวงศ์  เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ท่านเป็นบุตรีคนโตของนายสุดจินดา  กับคุณนิ่ม สวัสดิชูโต นับเนื่องเป็นราชนิกูลบางช้าง เกิดเมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๙๐ ท่านเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งสภาอุณาโลมแดง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ ในคราวเหตุการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ ถึงอนิจกรรมเมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ร.ศ. ๑๓๐ สิริอายุได้ ๖๕ ปี

ส่วนความเป็นมาของหนังสือชุดนี้นั้น เดิมท่านผู้หญิงเปลี่ยนได้เขียนลงในนิตยสารรายเดือน ชื่อ ประติทินบัตรแลจดหมายเหตุ จำนวน ๖ ฉบับ ตามจำนวนอายุของนิตยสาร ต่อมาเมื่อท่านผู้หญิงทำบุญฉลองอายุครบ ๖๑ ปี และฉลองวาระสมรส ๔๐ ปี เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม ร.ศ. ๑๒๗ ท่านได้รวบรวมจัดพิมพ์เป็นเล่ม แจกเป็นของชำร่วย จำนวน ๔๐๐ ฉบับ ซึ่งก็เป็นที่เลื่องลือกันทั่วไป จนต้องจัดพิมพ์ขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๑-๒๔๕๒ โดยลำดับดังนี้ คือ เล่มที่ ๑ และ ๒ มีนายเปียร์ เดอ ลา ก๊อล เพชร์ เป็นบรรณาธิการ เล่มที่ ๓ นายปอล ม” กลึง เป็นบรรณาธิการ ส่วนเล่มที่ ๔ ท่านเป็นบรรณาธิการเอง เล่มที่ ๕ ได้มอบให้นายทด เป็นบรรณาธิการ

ปี พ.ศ. ๒๔๗๐ โรงพิมพ์ห้างสมุด ได้จัดพิมพ์ใหม่จำนวน ๕ เล่มชุด นับเป็นครั้งที่ ๒

ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ สำนักพิมพ์ผดุงศึกษา ขอจัดพิมพ์โดยพิมพ์เป็นเล่มเดียวจบ จัดรูปแบบของเนื้อเรื่องหนังสือเสียใหม่ และได้มีการตัดทอนบางเรื่องออกไป นับเป็นครั้งที่ ๓

ปี พ.ศ. ๒๕๐๑ สำนักพิมพ์คลังวิทยา จัดพิมพ์เป็นครั้งที่ ๔ ได้มีการปรับเปลี่ยนเนื้อเรื่องบางตอนใหม่ แต่ก็ยังคงพิมพ์เป็นเล่มเดียวจบ

ปี พ.ศ. ๒๕๑๔ จัดพิมพ์แจกเนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพเจ้าจอมพิศว์ ในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งเป็นบุตรีของท่านผู้หญิงเปลี่ยนเอง โดยพิมพ์แปลกแตกต่างไปจากฉบับพิมพ์ครั้งอื่น นับเป็นการพิมพ์ครั้งที่ ๕

การพิมพ์ซ้ำของสำนักพิมพ์ต้นฉบับ จึงนับเป็นการพิมพ์ครั้งที่ ๖

ในคำนำหนังสือ แม่ครัวหัวป่าก์ เล่มที่ ๑ ท่านผู้หญิงเปลี่ยนได้เขียนอธิบายถึงชื่อและที่มาของหนังสือไว้ว่า

<<<กลับหน้าหลัก

ความเป็นมาของหนังสือสูตรอาหารแม่ครัวหัวป่า(PART1)

ความเป็นมาของหนังสือสูตรอาหารแม่ครัวหัวป่า(PART1)

เรื่องราวความเป็นมาของคำ แม่ครัวหัวป่า ที่ว่ามีกำเนิดมาจากฝีมือทางการปรุงอาหารของชาวบ้านตำบลหัวป่า อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี โดยอ้างคำบอกเล่าว่า เมื่อคราวรัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสเมืองสิงห์ ราว พ.ศ. ๒๔๔๙ ชาวหัวป่าทำอาหารถวายรัชกาลที่ ๕ เป็นที่โปรดปรานนัก จึงพระราชทานชื่อคณะแม่ครัวว่า แม่ครัวหัวป่า  ได้รับการเผยแพร่ หรือผลิตซ้ำอย่างกว้างขวาง ในยุคที่รัฐบาลส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน โดยหา “จุดขาย” ของแต่ละท้องถิ่น ดังมีโครงการ “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” เป็นอาทิ

การเผยแพร่เรื่องนี้อย่างเป็นหลักเป็นฐานและในวงกว้าง น่าจะได้แก่แผ่นพับของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคกลาง เขต ๗ ซึ่งจัดทำเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยอ้างอิงข้อเขียนของพระภาวนาวิสุทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี พระนักเทศน์ผู้มีลูกศิษย์ลูกหาอยู่มาก

วาทกรรมนี้ถูกผลิตซ้ำออกไปอีกหลายทาง ทั้งสื่อวิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ ทั้งจากรัฐ และเอกชน โดยเฉพาะเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑ สถาบันภาษาไทย กรมวิชาการ ถึงขนาดนำไปจัดพิมพ์เผยแพร่ จำนวนเกือบ ๕๐,๐๐๐ เล่ม เพื่อแจกจ่ายไปยังสถานศึกษา หน่วยงาน และห้องสมุดต่างๆ ในหนังสือชุดความรู้ภาษาไทย ภาษาไทยวันนี้

แต่ในความมักง่าย ชุ่ย และอวดโอ่ ที่มีอยู่ดาษดื่นเป็นปรกติในสังคมไทยนั้น ยังมีกลุ่มคนที่ไม่ได้เชื่อตามนั้น หนึ่งในจำนวนนั้นคือ เอนก นาวิกมูล เอกชนผู้มีใจรักและศึกษาค้นคว้าเรื่องราวเก่าๆ มาอย่างยาวนาน

เอนกได้เขียนบทความให้ข้อมูลหลักฐานไว้ในบทความเรื่อง กำเนิดศัพท์แม่ครัวหัวป่า ตีพิมพ์อยู่ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนมิถุนายน ๒๕๔๕ สรุปความว่า คำว่า “หัวป่า” ที่เกี่ยวข้องกับการครัวนั้นเป็นคำเก่าแก่มีมาก่อนสมัยรัชกาลที่ ๕ แล้ว หลักฐานเก่าที่สุดปรากฏใน ประชุมหมายรับสั่งภาคที่ ๒ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในหน้า ๙๐ ลงหมายกำหนดการเรื่องหล่อพระพุทธรูป ณ วัดเสาชิงช้า จ.ศ. ๑๑๗๐/พ.ศ. ๒๓๕๑ และในหนังสือ อักขราภิธานศรับท์ ของหมอบรัดเลย์ ซึ่งพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๖ ต้นรัชกาลที่ ๕ กล่าวถึงคำว่า หัวป่า ไว้ว่า พ่อครัว หัวป่า คือคนชาย เปนผู้ช่างทำของกิน มีหุงเข้าฤแกง แลทำของหวานเปนต้น.”

สำหรับคำว่า แม่ครัวหัวป่าก์ เอนกสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ ซึ่งเคยผูกศัพท์เสื้อราชปะแตนมาก่อน หรือไม่ก็เป็นท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ผู้ภรรยา ที่ดัดแปลงศัพท์และนำมาเผยแพร่ เพราะเมื่อท่านผู้หญิงเปลี่ยนพิมพ์หนังสือตำราอาหาร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๑-๒๔๕๒ นั้น ท่านตั้งชื่อหนังสือว่า แม่ครัวหัวป่าก์ และก่อนหน้านั้นในหนังสือชื่อ ประติทินบัตรแลจดหมายเหตุ ซึ่งพิมพ์จำหน่ายเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๒ คอลัมน์ตำราอาหารของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ก็ใช้ชื่อว่า ปากะวิชา คำว่า ปากะวิชา ท่านแถลงว่ามาจาก ปาก นี้เอง

<<<กลับหน้าหลัก